Untitled
Bragic way.

บทสน’ท’นาที่ยืดยาว, ความรู้สึกที่แสนสั้น
ฉันชอบอยู่บ้าน นั่งมองฟ้า และเขียนความรู้สึก
เธอมองฉันชอบออกข้างนอก เต้นรำ และคีบบุหรี่

บทสนทนาที่ยืดยาว, ความเข้าใจที่น้อยนิด
ตัวอักษร คำพูด, ไม่เคยนำพาความรู้สึกให้เธอรู้
ทุกความสุขมาพร้อมกับความกลัวที่จะสูญเสีย

เราอยู่แนบชิดกัน แต่ช่องว่างมันกลับเพิ่มมากขึ้น
เราตื่นมาด้วยความเหงาเหมือนกันในเมืองเดียวกั’น’
เราไม่รู้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนี้

วัน เวลา นาที ชั่วโมง, เดินผ่านไป แต่เทอไม่เคยเข้าใจฉันมากขึ้น
วัน เวลา นาที ชั่วโมง, เดินผ่านไป กลายเป็นเส้นแทยงมุมที่แยกเราออกจากกัน
วัน เวลา นาที ชั่วโมง, เดินผ่านไป แต่เรากลับเข้าถึงตัวตนของกันได้น้อยลง
วัน เวลา นาที ชั่วโมง, เดินผ่านไป กลายเป็นแค่ความทรงจำที่กำลังจะจบลง

มองหน้าฉัน กุมมือฉัน สบตาฉัน ทำไมเธอถึงไม่ยอมเข้าใจฉันมากกว่านี้
ทางยาว มืดมน รอยเท้า เธอเดิน จากไป ทำไมมันถึงหายไปด้วยความเงียบงัน
ตัวตน อารมณ์ ความคิด จิตใจ ความจริง ที่เธอไม่เคยลองเข้าใจมัน
ภาพแทน มายา ความมืด ลวงตา เธอยังคงมีมันอยู่ในคว’า’มคิดเวลาสบตาฉัน

พวกเรามีความสัมพันธ์ที่สวยงามกันอย่างลับลับ
ช่างเป็นความสัมพันธ์อันสวยงามที่น่าเศร้า

สักวันเธออาจจะได้เข้าใจมันจริงๆ
ไม่ใช่สิ่งที่เธอทำเหมือนยืนตัดสินอยู่ในศาลของเธอเอง

ช่างเป็นความสัมพันธ์ลับลับที่งดงาม
พร้อมจบลงด้วยน้ำตาที่สว’ย’งาม ..

จากวาเลนไทน์ สู่คนโสดทั้งหลาย

           ถึงวันวาเลนไทน์ที่ไร ภาพที่เข้ามาอยู่ในหัวสมองก็จะต้องเป็นภาพของหนุ่มป๊อปสาวป๊อปที่มีสติ๊กเกอร์ติดเต็มตัว พร้อมกับถือดอกไม้หรือช่อดอกไม้ช่อโตเดินยิ้มด้วยความสวยงาม ซึ่งฉันไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัสสิ่งนั้น(ตามภาษาคนหน้าตาบ้านๆทั่วไป) ก็ต้องอดน้อยใจไม่ได้เป็นธรรมดา อืมม นี่คือความทรงจำในสมัยวัยเด็กที่พอจะนึกถึงได้เมื่อพูดถึงวาเลนไทน์ และเมื่อโตขึ้นแก่แดดมากขึ้น ก็พอจะรับรู้ได้ว่า สิ่งสวยงามเหล่านั้นที่ถูกเผยแพร่ในวันที่14กุมภา ยังไม่รวมถึงโปรโมชั่นดินเนอร์เป็นคู่เพื่อส่วนลด มันก็เป็นแค่สิ่งที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อรับใช้ระบบ”ทุนนิยม”ให้คึกคักขึ้นก็เท่านั้นเอง (และฉันอยากจะบอกว่า ถ้าจะเดินซื้อของพวกนี้ ให้เดินให้ดึกที่สุด เพราะราคามันจะยิ่งต่ำลงอย่างมากถึงมากที่สุด ไม่ต้องสงสัยว่า คนงกๆอย่างฉันมักจะเดินซื้อกับผองเพื่อนตอนใกล้ๆเที่ยงคืนเป็นประจำ) สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความรักนิรันดร์ใดๆทั้งนั้น เป็นเพียงแค่การหากำไรและการหาเงิน ก็เท่านั้น .. แต่เอาหละ ฉันจะไม่บ่น(ยืดยาวเหมือนคนแก่)เกี่ยวกับอุดมการณ์ต่างๆที่ซ่อนเร้นไว้ตามที่ชอบทำบ่อยๆละกัน ฉันจะมองข้ามมันไป เพราะฉันตัดสินใจที่จะพาทุกคนเข้าไปสู่การรับใช้อุดมการณ์นั้นอย่างมีความสุขจะดีกว่า

          สิ่งหนึ่งที่ฉันมักจะเห็นบรรดาผองเพื่อน โดยเฉพาะเพื่อนสาว บ่นกันในวันวาเลนไทน์ก็คือ อยากได้ดอกไม้หรือของอะไรที่มันโรแมนติกๆบ้างจัง กับ ทำไมฉันถึงไม่มีแฟน ไม่มีใครให้ไปไหนมาไหนด้วยกันในวันวาเลนไทน์ เบื่อ เหงา เศร้า ศร้อย .. และฉันคิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆคนก็คงอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เช่นกันไม่มากก็น้อย .. มันเป็นความจริงที่ว่า เราติดอยู่ในกับดักของ”ทุนนิยม”ที่ถูกสร้างขึ้นมากันอยู่แล้ว ในเมื่อเลือกที่จะติดกับดักของมัน ทำไมเราถึงไม่เลือกที่จะติดอย่างมีความสุข ..

       คุณผู้อ่านสังเกตุกันมั้ยว่า เรามักจะยอมลดสถานะของตัวเราลงไปเป็น"ผู้ถูกกระทำ" ทำไมไม่มีคนมาทำนี่ให้ ทำไมไม่มีคนเอานู่นเอานี่มาให้ อาจจะเป็นเพราะว่า คนสมัยนี้ไม่ค่อยมีความมั่นใจและความเคารพในตัวเอง ไม่สามารถที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เราอยากทำด้วยขาสองขาและมั่นใจว่าฉันเริ่ด แต่จะต้องรอให้คนอื่นมาการันตีในคุณภาพของตัวเรา มิเช่นนั้นฉันคงไม่ได้ยินบ่อยๆว่า “โสดเพราะไม่มีคนเอา”(ซึ่งเป็นประโยคที่ดูถูกดูแคลนมากว่าคนโสด เพราะไม่มีคนมาการันตีคุณภาพให้ คือคนที่ไม่มีคุณภาพ) เหตุใดเราจะต้องรอให้คนอื่นมาตีตรามูลค่าให้ตัวเราหละ? และมันก็เป็นเรื่องน่าเศร้ามากที่หลายๆคนจะไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง จนกว่าจะมีใครสักคนเดินเข้ามาสารภาพรักหรือขอเป็นแฟน เราถึงจะรู้สึกพอดีและพอใจ(เคยบ่นไปแล้ว) ถามจริงเถิด ชีวิตเรา เราจะต้องไปผูกติดกับคนอื่น รอให้คนอื่นเข้ามาเติมเต็มให้ตลอดเวลาเหรอ การผูกกับคนอื่น เมื่อเขาเซ เราก็เซ เมื่อเขาล้ม เราก็ล้ม เมื่อเขาพินาศ เราก็พัง ทำไมเราถึงไม่กลับมายืนด้วยขาของเราเองหละ

     ทุกครั้งที่ฉันเห็นคนโสด หรือคนอกหัก เศร้าฟูมฟายในวันวาเลนไทน์ ฉันจะมีฟิลลิ่ง(คุณนายโฮ)แบบว่า อยากจะเบะปาก พร้อมกับพูดอะไรสักคำสองคำ เพียงเพราะแค่ไม่ได้อะไรการันตีจากคนอื่น จะต้องเกิดความเศร้าขนาดนี้ ไหนๆข้อดีของวาเลนไทน์ ก็คือการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคัก หรือทำให้ท้องถนนมันน่ามองเพราะมีดอกไม้หลากสีเต็มไปหมด (แต่อย่าคิดสภาพของดอกไม้หลังจากมันเน่าคาถนน) ทำไมเราถึงไม่ร่วมสนุกกับมัน ทำไมเราถึงยังนั่งเฉยๆ เป็นเจ้าหญิงรอคอยเจ้าชายสักคนมาหาที่ปราสาท (โปรดความคิดเถิด เพราะสมัยนี้เจ้าชายส่วนใหญ่เค้าหันไปชอบเจ้าชายด้วยกันเองแล้ว) เปลี่ยนจากสภาพ”ผู้ถูกกระทำ” ขึ้นมาเป็น”ผู้กระทำ”

     ใครเป็นคนกำหนดว่า ในวันวาเลนไทน์ทุกคนจะต้องนั่งรอดอกไม้เท่านั้น ถ้ามันมีแต่การรอรับ แล้วเมื่อไหร่หละที่มันจะมีการให้? ถ้ามายาคติของวันวาเลนไทน์คือการส่งความรักและความห่วงใยให้แก่กัน เหตุไฉนเราๆผู้ที่ติดกับของมันแล้ว จึงไม่ร่วมสนุกกับเทศกาลนี้หน่อยหละ? ฉันมีอะไรบางอย่างที่อยากจะมาแนะนำ ซึ่งฉันกับผองเพื่อนมักจะทำอยู่บ่อยๆในปีที่รู้สึกเบื่อ เปลี่ยนจากการเป็นผู้นั่งเฉยๆตีหน้าเศร้าศร้อยพร้อมสร้างบรรยากาศรอบข้างให้เหมือนมิวสิควีดีโอคนอกหัก เป็นการลุกขึ้นมาเช็ดมาสคาร่า ปัดแก้มให้อมชมพู ทาลิปสักนิด พร้อมเดินออกไปหาซื้อดอกกุหลาบ เพื่อที่จะเป็นผู้ให้ไม่ดีกว่าหรือ .. ฉันแนะนำให้หาก๊วนเพื่อนเฮฮาสักนิด(ถ้าไม่หน้าด้านพอแบบฉัน)  เดินเลย ไม่ว่าจะเป็นถนน ที่ทำงาน หรือมหาวิทยาลัย เจอคนไหนโดนใจคนนี้ใช่เลย ก็เดินเข้าไปที่จะส่งดอกกุหลาบให้เค้า พร้อมรอยยิ้ม อาจจะมีพูดคุยกันเล็กน้อย แบบนี้สิที่เรียกว่า การส่งความรักและความห่วงใยจริงๆให้กับมนุษย์โลกด้วยกัน .. จะได้สานต่อกันมั้ยไม่สำคัญ แต่อย่างน้อยคุณก็ได้รู้จัก เป็นการเปิดมิตรภาพใหม่ๆให้เรามีคอนเนคชั่นที่มันกว้างขึ้น บางคนอาจจะไม่รับดอกไม้ ก็ช่างเขา เพราะเขาไม่รับความหวังดีจากเราก็ไม่เป็นไร เดินหน้าต่อ ยิ้มให้และส่งดอกกุหลาบให้คนต่อไปอย่างจริงใจ ไม่ต้องกลัวว่าเค้าจะมองเราแรดหรือมองในแง่ไม่ดี เราแค่ส่งดอกกุหลาบ และเริ่มต้นเปิดมิตรภาพ อนาคตจะเป็นยังไงไม่ต้องสนใจและคาดหวัง เพราะอนาคตของมิตรภาพนี้มันต้องใช้เวลาอีกยาวนาน ส่วนคนไหนที่เค้ามีเจ้าของเแล้ว ก็ถือว่าการเป็นเพื่อนมันยาวนานกว่าการเป็นอื่น เราไม่ได้อ่อย แค่ใช้ความโสดเป็นการสร้างสายสัมพันธ์เฉยๆ

    กิจกรรมในแต่ละเทศกาลมีไว้ให้คนร่วมสนุก ไม่ได้มีให้คนไว้ผิดหวังกับมัน บางคนที่เค้ามีคู่ นั่นก็คือเรื่องของเค้า การใช้เวลากับคู่ของเค้า ก็คือความสุขของเค้า (แต่บางคนอาจจะไม่ก็ได้นะ ถ้าซุกซ่อนกิ๊กไว้เยอะ อาจจะสับรางไม่ทัน จนหัวสมองเบลอ) แต่เราคือคนโสด เราต้องบริหารและออกแบบความสุขของเราเอง การมีคู่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดที่จะบอกว่า มันจะทำให้เรามีความสุข อย่าให้ฉันต้องพูดต่อไปว่า คนมีคู่อีกกี่คนในโลกนี้ที่ออกมานั่งบ่นบ่อยๆว่าไม่มีความสุข แฟนไม่สนใจ .. ความสุขของคนมีคู่ ก็คือความสุขของเค้า เราไม่ต้องสนใจ .. หันมาสนใจที่ตัวเรา คนโสดอย่างเรา จะทำยังไงให้มีความสุข .. ความสุขจะเกิดขึ้นได้จากการลงมือทำเอง ไม่ใช่การมานั่งรอคนอื่นทำให้ อยากเป็นคนที่ได้แต่นั่งรอคนอื่นมาอุดช่องโหว่ให้เหรอ? มันเหนื่อยนะ หาความสุขด้วยตัวเองเถอะ ตัวเรา เราไม่ทำ ใครจะทำให้? รีบใช้ความโสดให้มันเป็นประโยชน์เถิด อย่ามองว่ามันไม่มีคุณค่า ความโสดมันก็มีคุณค่า (หลายๆคนพยายามจะยัดเยียดว่ามันเป็นจุดด่างพร้อย ฉันเถียงสุดใจ!!) .. และเทศกาลแห่งความรัก มันไม่ใช่แค่ความรักของคู่รัก มันยังคือความรักของมิตรภาพและในรูปแบบอื่นๆมากมาย .. สิ่งที่ฉันแนะนำไปนั้น ก็คือการหาความสุขของคนโสดให้กระชุ่มกระชวยหัวใจ ที่หลายๆคน(โดยเฉพาะเพื่อนฉัน)ยืนยันว่าทำแล้วมันก็มีความสุขจริงๆ อย่างน้อยก็ดีกว่าการมานั่งหดหู่คนเดียวในเทศกาลคึกคักของมนุษย์โลก .. และหลังจากให้ดอกกุหลาบคนอื่นไปแล้ว อย่าลืมนึกคนที่บ้าน สักดอก หรือสักช่อ ถือกลับไปให้ รอยยิ้มของคนที่บ้านนี่แหละจะเป็นการปิดท้ายวันวาเลนไทน์ของเราได้อย่างสวยงาม

   อย่ามัวแต่เขินอาย หรือนั่งเป็นคุณนายโฮร้องไห้อยู่ที่บ้านเลย นี่มันสมัยไหนแล้วที่จะต้องมาปิดตัวเอง และจินตนาการว่าเป็นเจ้าหญิงน้อยที่จะรอรับดอกไม้จากใครสักคนนึง เลิกเถิด จิกส้นสูงขึ้นมา แต่งตัวให้สวยเก๋ พร้อมชวนเพื่อนฝูง(ถ้าไม่กล้าพอที่จะทำคนเดียว) ถือดอกกุหลาบสักกำ เชิดหน้าออกไปนอกบ้าน พร้อมส่งมันพร้อมกับความรักความห่วงใยให้กับเพื่อนมนุษย์โลกดีกว่า (แถมยังได้ช่วยระบบ”ทุนนิยม”ให้มันวางกับดักได้สำเร็จอีกด้วย) .. รับรองว่ากิจกรรมนี้ เริ่ด กว่าการนั่งร้องหาผัวและความรักอยู่ริมหน้าต่างเป็นบุคคลที่โลกลืมอย่างแน่นอน <3

วันที่ฉันเจอรักแท้

      รักแท้นั้นคืออะไร(ตับ ไต ไส้พุง??) เห้อ คำถามนี้ พาลเอาฉันนึกถึงเพลงของน้ำชาลอยเข้ามาในหัว และเพลงนั้นก็ยังไม่ได้ให้คำตอบเหมือนกัน ว่าสรุปแล้วรักแท้มันคืออะไร .. ฉันคิดว่าคำถามนี้เป็นประโยคเบสิคที่เราหลายๆคนมองข้ามมันไป แต่เราก็กลับพูดอยู่ทุกวันว่าอยากเจอรักแท้ กระนั้น รักแท้คืออะไร เรายังไม่เคยตอบตัวเองกันได้ ยังไงก็ตาม สำหรับฉัน ฉันคิดว่าฉันได้เจอ’รักแท้’เรียบร้อยแล้ว และแน่นอนว่าฉันเองก้รู้แล้วว่ารักแท้คืออะไร แต่ก่อนที่ฉันจะบอกคุณนั้นว่ามันคืออะไร ฉันมีเรื่องราวเกี่ยวกับรักแท้ที่ฉันไปประสบพบเจอมา เล่าให้คุณฟังก่อน

    แน่นอนหละเรื่องรักนี่มันไม่ใช่รักของฉัน เพราะฉันยังอยู่บนคานอย่างสุขสบายเช่นเคยlol เรื่องมันมีอยู่ว่า วันนั้นฉันต้องไปตรวจร่างกายเช็คสุขภาพที่โรงพยาบาลเป็นประจำอยู่แล้ว(และฉันคิดว่ามันสำคัญมาก พวกคุณควรจะเจียดเวลาอย่างน้อยปีละครั้ง สองครั้ง หมั่นตรวจเช็คอยู่เสมอ เข้าใจว่าบางทีกลัวว่าจะเจออะไรร้ายแรง แต่ยังไงเราก็หนีความจริงไม่พ้น เจอเนิ่นๆ เราจะได้รักษามันเนิ่นๆ แหม ละไม่ต้องบ่นว่าค่าตรวจแพง บางคนซื้อกระเป๋าใบนึง แพงกว่าค่าตรวจไม่รู้กี่เท่า)  ในขณะที่ฉันกำลังนั่งอยู่ตรงแผนกหนึ่ง สายตาก็อ่านหนังสือที่พกมา หูก้นั่งฟังเสียงทีวีที่กำลังมีข่าวที่น่าสนใจ (กรุณาอย่าทำตาม เค้าเรียกว่าการอ่านที่ไม่มีสมาธิมากๆ) ทันใดนั้น ฉันเองก็ได้ยินเสียงของคนกลุ่มหนึ่ง ฉันจึงละสายตาจากหนังสือหันไปดู สิ่งที่ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของฉันนั้น คือภาพของคุณตาและคุณยายคู่หนึ่ง คุณยายจำเป็นที่จะต้องเข้าห้องผ่าตัดเพื่อรักษาโรคโรคหนึ่งที่คุณยายเป็นอยู่

    ภาพที่ฉันเห็นคือ อาการกลัวของคุณยายที่ไม่ต้องการจะเข้ารับรักษาอาการโดยการผ่าตัด คุณยายมีอาการน้ำตาไหล และกลัวที่จะต้องเข้าไป คุณยายกลัวที่จะไม่มีชีวิตได้ออกมาอีก จากนั้นคุณลุงที่นั่งอยู่เคียงข้าง ก็ได้ปลอบ กอดคุณยายเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน พร้อมปลอบปะโลมอยู่ไม่หายไปไหน “เธอไม่ต้องกลัวนะ ฉันอยู่กับเธอเสมอ เธอต้องเชื่อมั่น และเธอต้องมีศรัทธาให้กับสิ่งที่เธอกำลังจะทำ ฉะนั้นเธอก็ต้องเชื่อมือคุณหมอ เธอมีสติอยู่กับมันทุกนาที เธอไม่มีทางที่จะพลาดพลั้งอะไร ฉันจะอยู่กับเธอทุกนาที จะคอยเป็นกำลังใจเคียงข้างเธอเสมอ” (คำพูดประมาณนี้ ฉันจำแบบถูกต้องเป๊ะๆไม่ได้ _/\_) ต่อไป คุณตาคนนั้นก็ลงไปนั่งต่อหน้าคุณยาย และกุมมือคุณยายไว้แน่นให้คุณยายเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น .. คุณเชื่อมั้ย ว่าพยาบาลและลูกหลานที่อยู่กับคุณตาและคุณยายตรงนั้น น้ำตาไหลกันเกือบหมด ส่งทิชชู่กันแทบไม่ทัน คุณอาจจะไม่เห็นภาพจากการที่ฉันเล่าผ่านตัวอักษร แต่เมื่อภาพมันปรากฏขึ้นมาแล้วจริงๆ คุณจะรู้สึกไม่ต่างกัน ตัวฉันนั่งมองอยุ่ใกล้ๆด้วยความปลื้มใจ และฉันมองคุณตาและคุณยายคู่นั้นด้วยความชื่นชม มันเป็นความรู้สึกตื้นตันใจ และฉันก็พลอยที่จะน้ำตาลไหลไปกับเค้าด้วย .. สิ่งที่ฉันเห็น มันสอนฉันให้มองโลกในอีกมุมหนึ่ง มองปัญหาและวิกฤตที่เข้ามาในชีวิตให้เป็นสิ่งที่ดี และขอให้มันเข้ามาบ่อยขึ้น เพราะทุกครั้งที่มันปัญหาและวิกฤตเข้ามานั้น เราจะได้รับรู้ ว่ายังมีใครสักคนที่รักเราอยู่ . . ในขณะที่ฉันเล่าให้คุณฟังไป ภาพเหล่านั้นก็ยังปรากฏขึ้นมาในหัวฉัน มันตราตรึงจริงๆ

     เอาหละ หลังจากได้เล่าเรื่องราวให้คุณฟังแล้ว(บางคนอาจจะบ่นว่า เมื่อไหร่จะตอบวะ ว่ารักแท้มันคืออะไร) คุณเริ่มพอเห็นภาพหรือยัง ว่ามันเกี่ยวข้องกับรักแท้อย่างไร ฉันกำลังจะบอกคุณต่อจากนี้แหละ .. สำหรับคำถามว่ารักแท้นั้นคืออะไร ฉันคิดว่ามันเป็นคำถามที่กว้างและเป็นคำถามโลกแตก เป็นคำถามที่ยากที่จะตอบให้อยู่ในหนึ่งนิยามที่เป็นสากลโลก ขนาดถามว่า ความรักคือสีแดงหรือสีชมพู ยังมีคนที่คิดต่างกันเลย บางคนอาจจะบอกว่า สีแดงสิ เพราะมันคือหัวใจที่ผูกเข้าด้วยกัน บางคนอาจจะบอกว่า เป็นสีแดงสิ เพราะมันคือเลือดที่จะมารวมกันเพื่อสร้างชีวิตใหม่อีกหนึ่งชีวิต นอกจากนี้ บางคนอาจจะบอก ไม่จริ๊งงไม่จริง สีแดงน่ากลัวจะตายไป ต้องสีชมพูสิ เพราะความรักคือความหวาน เหมือนลูกกวาดสีชมพูอ่อนๆที่น่าลิ้มลอง คุณเห็นมั้ยว่า หนึ่งคำถามยังมีคำตอบได้หลายอย่าง แถมเหตุผลของคำตอบก็แตกต่างกันไปอีก .. ฉะนั้น คำถามสั้นๆว่า รักแท้นั้นคืออะไร?? ฉันไม่สามารถให้คำตอบคุณได้อย่างเป็นสากลโลกแน่นอน

     ในเมื่อคำถามปลายเปิดหนึ่งคำถาม เราแต่ละคนสามารถมีคำตอบได้เป็นของตัวเอง ที่แตกต่างจากคนอื่นออกไป ดังนั้น ฉันก็คิดว่า คำถามที่ว่าด้วย รักแท้นั้นคืออะไร สามารถตอบได้อย่างหลากหลายมาก รักแท้ของคุณ ก็จะต่างจากคนอื่น .. สำหรับฉันแล้ว รักแท้คืออะไร รักแท้ของฉัน ไม่ต้องเป็นความรักที่อยู่ด้วยกันจนวันตายไม่พรากจากกัน .. รักแท้ของฉัน คือการรักกันให้ดีที่สุดในทุกๆวัน ต่างอยู่เคียงข้างกันไม่กายก็ใจ สามารถเป็นที่เติมเต็มและพึ่งพิงในยามทุกข์และสุขด้วยกันได้ ไม่ต้องสัญญาและสาบานว่าจะไม่พรากจากกัน ขอแค่ทำทุกวัน ให้มันเป็นวันที่ดีที่สุด เคารพกันและกัน และให้เกียรติกันเสมอก็พอแล้ว .. และถ้าความรักในทุกวัน ถูกทำให้ดีที่สุด ตัวฉันเองก็เชื่อว่ามันจะก่อให้เกิดความศรัทธา และความศรัทธานั้น ก็จะทำให้เกิดคุณค่า คุณค่าก็จะทำให้ความรักธรรมดานั้น เป็นรักแท้ ที่จะไม่มีวันลืมและเลือนหายไปจากจิตใจของคู่รักได้ เพราะมันเป็นความรักที่ได้ทำเพื่อกันและกันอย่างเต็มที่ มันน่าจดจำ มันน่าจดจำมาก . .

     ภาพของคุณตาและคุณยายปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหลังจากฉันได้บอกความหมายของรักแท้ให้พวกคุณฟัง ฉันคิดว่าคุณตาและคุณยายคงไม่ต้องคาดหวังให้รักนั้นมันอยู่ชั่วนิรันดร์ เพราะคุณตาและคุณยายก็มีความสุขกันในทุกวัน ที่ได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างกันและเติมเต็มกันไปเสมอ สักวันหนึ่ง ถ้าต้องมีใครคนใดคนหนึ่งจากไป ฉันคิดว่าจิตวิญญาณของคนที่จากไป ก็จะยังอยู่ในหัวใจของคนที่อยู่อย่างแน่นอน .. ความรักธรรมดา ที่ได้รับคำว่า’คุณค่า’ผสมลงไปนั้น ทำให้มันเป็นที่ตราตรึงอยู่ในหัวใจ และอุ่นใจทุกครั้งเมื่อได้นึกถึงมัน .. ภาพของคู่รักคู่นั้น ก็ยังอยู่ในใจของฉัน และทำให้ฉันได้พบคำตอบสำหรับตัวเองว่ารักแท้คืออะไร

    ขอบคุณทุกโลกนี้ที่สร้างสิ่งเลวร้ายขึ้นมา เพราะในสิ่งเลวร้ายนั้น เราจะได้เห็น ว่ามีใครบ้างที่รักเรา .. ฉันอยากให้คุณลองหยุดตามหารักแท้สักครู่หนึ่ง แล้วนั่งคิดสักพักว่า"วันนี้เราตอบตัวเองได้รึยังนะ ว่ารักแท้คืออะไร"

ข้ามเพศกับการรับปริญญา

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

            จากกรณีที่ นายบารมี พาณิช หรือเด่นจันทร์ บัณฑิตจากวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเพื่อนอีก 4 คน ได้รับการอนุญาตให้แต่งตัวด้วยเครื่องแบบผู้หญิงเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรได้ ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดทางรายการเจาะข่าวเด่น (16 สิงหาคม) ได้เชิญ นายบารมี หรือเด่นจันทร์ มาชี้แจงถึงเรื่องดังกล่าวอย่างละเอียด พร้อมกับบอกวิธีขั้นตอนการทำเอกสารเพื่อยื่นเรื่องในการแต่งตัวด้วยเครื่องแบบบัณฑิตหญิง โดย เด่นจันทร์ ระบุว่า การได้รับอนุญาตให้แต่งตัวด้วยเครื่องแบบบัณฑิตหญิงเพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรนั้น ไม่ใช่กรณีตนและเพื่อนเป็นกลุ่มแรก ซึ่งการขออนุญาตดังกล่าว ได้มีนักศึกษาชายที่เป็นผู้หญิงข้ามเพศได้กระทำมาก่อนหน้านี้อย่างมากมาย เพียงแต่เขากระทำกันอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูล ส่วนตนนั้น มีพี่นก ยลลดา เกริกก้อง สมาชิก อบจ.น่าน ในฐานะนายกสมาคมสตรีข้ามเพศแห่งประเทศไทย เป็นไอดอลในดวงใจ และพี่นกก็แต่งตัวด้วยชุดบัณฑิตหญิงเข้ารับปริญญาเช่นกัน ตนจึงสอบถามจากผู้รู้หลาย ๆ คน ถึงขั้นตอนในการขออนุญาตดังกล่าว

     ฉันไม่ได้ติดตามข่าวนี้สักเท่าไหร่นัก เห็นข่าวแว๊บๆในเช้าวันหนึ่งที่กำลังรีบเร่งเข้ามหาวิทยาลัยเพื่อไปเรียนตอนเช้า แต่อาจารย์ดันงดเซค เท่ากับฉันเสียค่ารถไปมหาวิทยาลัยฟรีๆ แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ การตื่นเช้านี่สิ เป็นสิ่งที่ฉันหงุดหงิดกว่า เจอข่าวนี้เข้าไป ฉันจึงมีเวลายืนแสกนอยู่แปปนึง แล้วจึงกลับมาหาอ่านต่อที่บ้าน ประเด็นที่น่าสนใจคือการแสดงความยินดีของการได้แต่งชุดเครื่องแบบหญิงในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของนักศึกษาชายที่เป็นผู้หญิง”ข้ามเพศ”

    เราเองอาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่า”ข้ามเพศ”กันเท่าไหร่ เพราะเพศปกติแบบหลายๆคนนั้น มักจะพอใจกับจู๋แลจิ๋มที่ตนเองได้มา โดยไม่เคยตั้งคำถามใดใดว่า จู๋จำเป็นต้องคู่กับจิ๋มตลอดหรอ แล้วจู๋ไปคู่กะจู๋ไม่ได้เหรอ? รู้แต่ว่าเมื่อเรามีจิ๋ม เราพร้อมที่จะทำตัวเป็นเซเลอร์มูน อ่อนแอ อ่อนหวาน และรอคอยเจ้าชายดั่งหน้ากากทักซิโด้เข้ามาช่วยเหลือและขอแต่งงาน เราไม่เคยจินตนาการว่า เหตุใดฉันมีจิ๋มและฉันจะใส่ชุดทักซิโด้ หรือชุดผู้ชายอื่นๆบ้างไม่ได้วะ??? อ่าว ฉันนอกเรื่องไปซะยาว คำว่าข้ามเพศนั้น คือ การที่คนคนหนึ่งมั่นใจว่าอวัยวะเพศที่ตนเองได้มานั้น ไม่เข้ากับเพศของตัวเอง ถ้าจะพูดให้ง่ายก็คือ สมมติว่าฉันเป็นผู้หญิง ฉันมีจิ๋ม แต่ฉันมั่นใจว่าจิ๋มมันไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ เพศฉันคือผู้ชาย ฉันต้องมีจู๋สิถึงจะถูก วิธีแก้ไขก็คือทำลายเพศสภาพที่เป็นผู้หญิงซะ ละใส่ความเป็นเพศชายลงไป โดยการทำจู๋เที่ยมเพื่อให้เข้ากับสิ่งที่ฉันมั่นใจว่านั่นคือเพศของฉัน อืมมม คนปกติที่พอใจกับจู๋และจิ๋มคงไม่ค่อยเข้าใจ

    แต่ก็ไม่แปลกที่จะไม่เข้าใจ เพราะเดิมทีนั้นในช่วงของการสร้างรัฐชาติ รัฐต้องการให้ประเทศเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนจึงต้องทำหน้าที่ให้ตรงกับบทบาทของตน(ซึ่งถูกกำหนดโดยรัฐนั่นเอง) รัฐใช้แผ่นดินเป็นโมเดล โดยการกำหนดว่า ผู้ชาย(พ่อ)=ผู้ปกครอง ผู้หญิง(แม่)=แผ่นดิน ลูก=ประชาชน ดังนั้น หน้าที่เหล่านี้จึงถูกใช้กันในแต่ละครอบครัว มีบทบาทแค่ผู้ชายและผู้หญิง และผู้ชายกับผู้หญิงก็จะทำหน้าที่ตามบทบาทของตนเอง ลูกๆและเด็กๆเมื่อเติบใหญ่ก็จะต้องปฏิบัติตามหน้าที่และบทบาทตามเพศสองเพศนี้เท่านั้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะเกิดความคิดในแง่ที่ว่า ลูกเป็นอะไรก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าให้ผิดไปจาก”เพศชาย”และ”เพศหญิง” อืมมม มันไม่ใช่เรื่องแปลก สำหรับความคิดนี้ เพราะมันเป็นความคิด”เก่าๆ”ที่เคยถูกสอนกันในช่วงอายุนึง และเลยมีเศษตะกอนตกหล่นมาถึงปัจจุบันก็แค่นั้นเอง

   เมื่อเวลาล่วงเลยไป ยุคแห่งการสร้างรัฐชาติได้หมดไปเข้าสู่ในยุคของประชาธิปไตย การท้าทายอำนาจรัฐที่เคยมีต่อประชาชน ได้มาอยู่ในมือของประชาชนเอง ประชาชนกลับกลายเป็นผู้ที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้ และในสังคมของประชาธิปไตยนี้เอง ย่อมเกิดอะไรใหม่ๆที่จะขึ้นมาท้าทายอำนาจเก่าๆของรัฐ รวมทั้ง establishmentเก่าๆด้วยเช่นกัน การข้ามเพศหรือการเป็นเพศทางเลือกนี้ นับเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นมาเพื่อที่จะล้มลามestablishmentเก่าๆอย่างถอนรากถอนโคน บ่อยครั้งฉันมักจะเห็นการตื่นตัวทางเพศทางเลือกของคนส่วนใหญ่ในสังคม นั่นนับเป็นสิ่งที่ฉันชอบและพอใจ เพราะทุกการกระทำมี”นัยยะ”ของการถอนรากถอนโคนความคิดแบบอนุรักษนิยมที่รัฐทิ้งเศษตะกอนเอาไว้ให้ประชาชน ดั่งเช่นในกรณีนี้ที่คุณเด่นจันทร์ออกมาพูดและเกิดการแสดงความยินดีสำหรับการแต่งเครื่องแบบหญิงรับปริญญา

   ถึงกระนั้นเมื่อได้อ่านข่าวนี้ สิ่งที่ฉันรู้สึก มันไม่ใช่ความรู้สึกดีใจและพอใจ แต่ทว่าฉันรู้สึก"ผิดหวัง"ต่อคนข้ามเพศที่ออกมาแสดงความยินดีเสียมากกว่า

   การเลือกเป็นเพศทางเลือกหรือการข้ามเพศนั้น เป็นการต่อต้านestablishmentเก่าๆแล้วแท้ๆ แต่ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องกลับไปเข้าสู่ทางเดิมของอนุรักษนิยมโดยการขอแต่งเครื่องแบบหญิงในการรับปริญญา ความคิดนี้เท่ากับการคิดภาพว่า กางเกงคู่กับผู้ชาย และกระโปรงคู่กับผู้หญิง ฉันคิดว่าคุณเด่นจันทร์ที่ก้าวข้ามผ่านestablishmentเก่าๆแล้วนั้น ควรจะขอแต่งอะไรก็ได้ที่เราสะดวก เหมาะสมกับเวลา สถานที่ และสิ่งที่เราจะต้องทำ มากกว่าการที่จะขอใส่กระโปรง เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิง และผู้หญิงในที่นี้ก็คือผู้หญิงในอุดมคติที่รัฐไทยสร้างขึ้นมา —- สวมกระโปรง มีความเป็นกุลสตรี เรียบร้อย น่ารัก และรอชายหนุ่มมาเคียงข้าง ในทางกลับกัน ฉันเลือกที่จะใส่ชุดนางรำแสดงละครในสารร่างของผู้ชาย เพราะสิ่งที่ฉันต้องการจะสื่อนั้นคือ เราไม่ควรนำสัญลักษณ์ทางเสื้อผ้าเหล่านี้มาบ่งบอกถึงเพศที่เราต้องการจะเป็น มันไม่ได้ก้าวข้ามผ่านอคติทางเพศใดๆเลย หนำซ้ำยังอยู่ในวังวนเดิมๆ เราควรที่จะเลือก"ใส่อะไรก็ได้"ที่เราต้องการ โดยไม่มีสัญญะทางเพศเข้ามาข้องเกี่ยวตางหาก

    นอกจากนี้สิ่งที่คุณเด่นจันทร์บอกว่าอยากแต่งชุดเป็นผู้หญิงในวันรับปริญญานั้นเพราะเป็นวันที่สำคัญที่สุดและเป็นวันที่ทุกคนจะมีความสุขที่สุดนั้น ทำให้ฉันร้องออกมาว่า เฮ้ยยยยยยยยย!!!!!??? เพราะนั่นยิ่งแสดงให้เห็นว่าคุณเด่นจันทร์ไม่ได้ก้าวข้ามผ่านestablishmentเก่าๆเลยสักนิด สิ่งที่ฉันตกใจก็คือ การข้ามเพศและการเป็นเพศทางเลือกนั้นคือการเลือกที่จะไม่รับและทำลายระบบอนุรักษนิยมทิ้งไป แต่มันกลับกลายเป็นว่า คุณเด่นจันทร์เลือกที่จะดีใจและให้ความสำคัญ”ที่สุด”กับงานรับปริญญา ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในค่านิยมของestablishmentนั้น มันเท่ากับเป็นการฟ้องว่า การข้ามเพศและการเลือกที่จะเป็นเพศทางเลือกของคุณเด่นจันทร์นั้นไม่ได้ก้าวข้ามอำนาจรัฐ และไม่มีนัยยะของการต่อต้านestablishmentใดๆทั้งสิ้น . .

    การเลือกที่จะข้ามเพศและเป็นเพศสภาพ หรือการต่อสู้เพื่อความหลากหลายทางเพศ ล้วนเป็นการต่อต้านและถอนรากถอนโคนestablishmentเก่าๆ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของประชาธิปไตย ที่มักจะมีอะไรเกิดมาใหม่เพื่อท้าทายอำนาจรัฐอยู่เสมอ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ฉันรู้ว่า ประชาธิปไตยของประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปอย่างช้าๆและอาจจะมั่นคง???

    แต่คุณเด่นจันทร์ไม่สามารถก้าวพ้นของ”กับดัก”ของอนุรักษนิยมไปได้ เพราะคุณเด่นจันทร์ยังคงคิดว่า การเป็นผู้หญิงคือเราต้องสวมกระโปรง(ตามที่รัฐกำหนดไว้) และพิธีรับปริญญาถือว่าเป็นสิ่งที่”สำคัญที่สุด”ในชีวิต เห้อออ เกือบจะก้าวผ่านได้อยู่แล้วเชียว สุดท้ายกลับมาตกม้าตายและติดกับของอนุรักษนิยมอย่าง"โคตรจะเนียน"

ความสุข ใน ความรัก

   หลังจาก3ปีกว่าๆที่ผ่านมา ฉันเริ่มหันกลับมาดูแลตัวเองอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเรื่องการควบคุมอาหารการกิน และการดูแลผิวพรรณ มันก็ทำให้เวลาฉันส่องกระจกและเจอผลลัพธ์ที่น่าพอใจ ฉันจะมี”ความสุข”ทุกครั้ง และมันก็ยังเป็นเหตุให้ฉัน เตือนและบ่นกับเพื่อนๆหลายๆคนเวลาเห็นเพื่อนๆฉันแต่ละคนใช้ชีวิตอย่างเมามายด้วยน้ำแอลกอฮอ อย่างสนุกสุดเหวี่ยงยามค่ำคืน แต่ก็ดูเหมือนบรรดาเพื่อนๆฉันจะไม่ค่อยสนใจอะไรเท่าไหร่ พร้อมกับพูดกับมาว่า ก็”ความสุข”ตรูนิหว่า .. ทำเอาคนที่มีความสุขกับการดูแลสุขภาพตัวเองอย่างฉันถึงกับ งง ไปเลยยย อืมมม แต่พอฉันมานั่งคิดดูแล้ว เพื่อนมันก็ไม่ผิดอะไรนี่หว่า ก็นั่นมันเป็นความสุขของมัน เราจะไปยัดเยียดให้มันได้อย่างไร เพราะคำนิยามของความสุขของชีวิตมนุษย์แต่ละคนมันต่างกันไปนั่นเอง

  เร็วๆนี้มีเพื่อนฉันคนหนึ่งเข้ามาปรึกษาฉันและบรรดาเพื่อนๆในก๊วนอีกสองสามคน เกี่ยวกับปัญหา”ชีวิตคู่” โอ้วว เอาหละสิ จะมีอะไรสนุกไปกว่าการเมาส์มอยเรื่องรักๆใคร่ๆตามไปด้วยเอาๆ เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เพื่อนคนนี้ได้มาบ่นกับชีวิตว่า แฟนมันไม่ค่อยมีเวลาให้ บางครั้งมันก็เหงา และแอบน้อยใจบ้าง แต่ครั้นจะเลิก ก็เลิกไม่ได้ เพราะมันรู้สึกว่ามีความรักกะคนนี้ละมีความสุข .. แต่ในทางกลับกัน ฉันและบรรดาเพื่อนๆที่เหลือ ได้เห็นไปในทางเดียวกันว่า “เฮ้ยย เมิงเลิกเถอะว่ะ คบละต้องมานั่งเป็นทุกข์แบบนี้ มันคุ้มละเหรอวะ มีแฟนละต้องเอาใจใส่ ต้องดูแล ต้องเข้าใจกันและกันสิวะ” แต่คำตอบก็คือเหมือนเดิม มันมี”ความสุข”ของมันในวิถีชีวิตคู่แบบนี้ พวกเราจึงได้แต่ส่ายหัว และพยายามจะเข้าใจมันต่อไป

  สองเรื่องข้างบน มันทำให้ฉันคิดได้ว่า บางครั้ง”ความสุข”ของคนเรานั้น มันก็ต่างกันไป แต่ละคนมีนิยามที่กำหนดคำว่า”ความสุข”ได้ต่างกัน เหตุไฉนเราจะต้องยัดเยียดความสุขของเราให้กับคนที่เค้าไม่เห็นด้วย ความรู้สึกนี้ ทำให้ฉันนึกถึงคนเคร่งศาสนาทั้งหลาย ฉันอยากจะบอกทุกครั้งที่มีคนมาบอกคนหยาบช้าและห่างไกลศาสนาอย่างฉัน ว่าให้ไปเข้าวัดสิ ละจะมีความสุข ฉันได้แต่ส่ายหัว เพราะฉันไม่เคยได้อะไรกลับมาเลยสักครั้งเนื่องจากเป็นคนที่เชื่อในความเป็นมนุษย์มากกว่าสิ่งเล้นลับเหนือธรรมชาติ(ที่ไม่อาจพิสูจน์ หรือบางครั้งก็หาปัจจัยอะไรไม่รู้มั่วซั่วมาสนับสนุนปนเปให้มันดูน่าเชื่อถือ) แต่ฉันก็ไม่ได้โทษว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดี ฉันแค่ต้องการจะบอกว่า กรุณาและได้โปรดอย่ายัดเยียดความสุขของตนเองให้กับคนอื่น บางครั้งสิ่งที่ท่านสุข มันก็ไม่ได้ทำให้คนอื่นต้องสุขด้วยเสมอไป .. เช่นเดียวกัน หากฉันทำให้เพื่อนของฉันเลิกกะแฟนมันได้ ชีวิตมันก็อาจจะไม่ได้เป็นสุขแบบที่ฉันคิด เพราะความสุขของมันคือการที่ได้อยู่กับคนคนนั้น ออกแนว”เพราะรัก จึงทนอยู่” อืมมม ความรักเนี่ย ต้องการความสุขจริงๆเนาะ ถึงจะได้ทำให้มันสมบูรณ์ได้

  คำพูดที่ฉันมักจะได้ยินบ่อยๆในสมัยนี้คือ”หากเราจะมีแฟน คนคนนั้นจะต้องทำให้เรามีความสุข” และคำพูดในประโยคนี้มันก็กลายเป็น clicheเก๋ๆไปแล้ว โดยที่เรามักจะโดน”กับดัก”ของภาพความรักในอุดมคติที่ระบอบทุนนิยมกรอกให้กับเรา เช่น ความรักของเราจะต้องเป็นดุจดั่งเจ้าหญิงและเจ้าชาย ฝ่ายชายดูแลเราตลอดไป เราเป็นคนที่ดูเพอเฟคและเคียงข้างเค้าในปราสาทตลอดไป หรือเป็นความรักประเภท มีเธอและมีฉัน มีรักและมีเรา มีกันตลอดไป และกับดักนี้เองที่ทำให้เราไม่ค่อยมองถึงความเป็นจริง ว่าชีวิตคนเรามันไม่ได้”สวยงาม”ขนาดนั้น เงินสามารถ”จัดฉาก”ความรักที่สวยงามได้ แต่ไม่สามารถ”หาซื้อ”ความรักที่สวยงามแบบนั้นได้จริงๆ

  เพราะฉะนั้นแล้ว ฉันคิดว่า”ความสุข”ในการเลือกความรักและคู่ครองของคนเรานั้นมันค่อนข้างจะต่างกันออกไป บางคนอาจจะมีความสุขกับภาพในนิยายที่เป็นกับดักของระบอบทุนนิยม บางคนอาจจะมีความสุขกับการที่ผัวไปมีกิ๊กแต่ยังคอยเทิดทูนเลี้ยงดูเราไม่ขาดสาย บางคนอาจจะมีความสุขกับการที่โดนตบตีในบางครั้งแต่สุดท้ายแล้วนั่นก็เป็นแค่อารมณ์และเค้าก็ยังเลี้ยงดูและรักไม่เปลี่ยนแปลง .. เมื่อก่อนฉันเป็นคนที่จะชอบยัดเยียด”ความสุข”ของตนเองให้กับคนอื่น โดยที่ไม่มองความเป็นจริง ว่าความสุขของคนเราที่จะมีชีวิตอยู่นั้นมันค่อนข้างต่างกันไป ขนาดกินข้าว คนเรายังมีไลฟ์สไตล์ที่ต่างกัน ฉะนั้นแล้ว ฉันไม่ควรที่จะไปชี้นำทางความสุขให้คนนู้นคนนี้เลยจริงๆ (อยากจะเขกหัวตัวเองแรงๆจริงๆให้กับความโง่ในอดีต) เช่นเดียวกัน เมื่อความสุขของคนเราในการอยู่กับคนรักมันต่างกัน ฉะนั้น ความสุขของคนเราในการเลือกคู่ครองก็ยอมต่างกัน

  บางครั้งคนหนึ่งอาจจะชอบคนที่ดูดี เพียบพร้อมทุกอย่าง มีสามารถดูแลเค้าได้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกคนหนึ่งอาจจะชอบคนธรรมดา ไม่ต้องดูแลเค้าได้ เพียงแต่มีเวลาให้เค้าบ่อยๆสม่ำเสมอก็พอ ไลฟ์สไตล์ของคนเราในการเลือก”ความสุข”มันย่อมต่างกันไป ฉันไม่อาจจะตัดสินใจแทน”ใคร”ได้ ว่าควรจะเลือกคนแบบนี้ แบบนั้นนะ เพราะด้วยการตัดสินของตัวคุณเอง คุณนั่นแหละจะเป็นคนที่รู้ดีที่สุด ว่าแบบไหนที่คุณต้องการ .. ฉันอยากจะให้คำสอนเก่าๆมันหมดไป คำสอนที่บอกว่าคู่ครองที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร มีลักษณะแบบไหน (ละก็ร่ายยาวมาเป็นข้อๆ ซ้ำซากจำเจน่าเบื่อมากกกกกกก) และพวกเราหลายๆคนที่เป็นหน่วยย่อยของสังคม ก็ควรจะที่เลิกกดดันคนที่มีความสุขต่างจากเราซักที เราอาจจะไม่ชอบคนที่ติดเหล้าเมามายมาเป็นคนรัก แต่อีกคนหนึ่งเค้าอาจจะมี”ความสุขมาก” เราไม่อาจไปตัดสินแทนเค้าได้ ว่าเค้าต้องไม่มีความสุข หรือลำบากลำบนอยู่กับชีวิตคู่ ความ”กดดัน”ที่สังคมคาดหวังลงไปในชีวิตคู่ของเค้าตางหาก ที่จะทำให้เค้าไม่มี”ความสุข”

  นอกจากนี้ หลายคนยังคงมองข้ามไปอีกว่า การที่เราเลือกใครสักคนมาเป็นแฟนหรือคู่ชีวิตเรานั้น เราไม่ต้องการ”คนดี” แต่เราต้องการคนที่มาอยู่กับเราแล้วทำให้เรามี”ความสุข” เพราะฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า”ความดี”มันตัดสินกันยากน่ะ ถ้าคนนึงเป็นข้าราชการที่ชอบคอรัปชั่น แต่เค้าเทิดทูนบูชาและรักคุณคนเดียว ในมุมมองของการเป็นแฟน คุณก็พูดได้อย่างเต็มร้อยว่า เค้าเป็นคนที่ดีมาก แต่ในมุมมองของประชาชนอีกหลายๆคน คนคนนี้อาจจะเป็นคนที่แย่มาก เพราะฉะนั้น ความดี(ฉันพูดอยู่เสมอ)มันตัดสินยากมากนะ เมื่อมันเอามารวมกับเรื่องอื่นๆโดยเฉพาะ”ความรัก” หรือถ้าคุณเจอคนที่ดีเป็นพ่อพระเต็มร้อย แต่เค้าไม่สามารถทำให้คุณมีความสุขได้ อาทิ คุณต้องการคนที่เอาอกเอาใจเป็น แต่เค้าทำไม่เป็น คุณจะยอมเลือกคนดีหรือ?? ปัญหาโลกแตกของคำว่า”คนที่ดี แต่เราไม่ได้รัก”มันก็จะหมดไป ถ้าเรามี”สติ”และตาสว่างในการหาคนที่มาเติมเต็มความสุขเราขึ้นมาได้นั่นแหละ 

    เลิกเชื่อตำราเก่าๆโบราณๆในการเลือกคู่ครองเถิด "เราไม่ต้องการคนดีมาเป็นคู่ชีวิต แต่เราต้องการคนที่ทำให้เรามีความสุขได้" และความสุขนั้นจะเกิดจากอะไร คุณย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจของคุณเอง ขอให้มีความสุข กับความสุข ที่คุณเลือกเอง อย่างสุขใจ . . <3

ค้ากาม

    เมื่อวันก่อน ฉันนั่งฟังเสียงของรายการหนึ่งในทีวียามดึก ล่องลอยเข้าหู (ปกติแล้วเป็นคนไม่นอนดึก แต่บังเอิญมันอยู่ในช่วงวันสอบ ฉันเลยอ่านหนังสือให้ดึกเท่าที่สุดที่จะทำได้) เป็นการสัมภาษณ์บุคคลเกี่ยวกับเรื่องทัศนะคติต่อ”การขายตัว” และจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ถ้าพบเด็กที่กำลัง”ขายตัว” สิ่งที่คนนี้ตอบคือ (ประมาณว่า)”จะเดินเข้าไปบอกเค้าว่ามันไม่ดี ให้เค้ารู้ว่ากำลังทำสิ่งที่ไม่ดี เลิกมันซะเพื่ออนาคตที่ดีของเค้า” … โอ้ยยยย พอฉันได้ฟังเสียงนั้นที่ลอยเข้าหูแว่วๆแล้ว ฉันถึงกับวางหนังสือลง พร้อมนั่งครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ฉันเองก็ไม่ใช่คน”โลกสวย” แต่คำตอบของเค้า ก็ไม่เชิงกับ”โลกสวย” แต่มันเรียกว่า”ห่วยแตก”ซะมากกว่า

   ปัญหาของเด็กขายตัวในประเทศเรานั้น ประเทศขึ้นชื่อว่าเป็น”ซ่องโลก” นับว่าค่อนข้างมากอยู่แล้ว ถ้าจะให้ฉันมองตามมุมมองคนดอกทองอย่างฉัน ฉันก็คงจะมองว่า ตูดก็ตูดมัน หอยก็หอยมัน ละเราจะไปยุ่งอะไร? ถ้าไม่ชอบหรือทำใจไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมันซะ ละฉันมักจะเหนื่อยใจทุกครั้งที่เห็นคนมือถือสากปากถือศีล ออกมาพูดปราวๆว่าบ้านเราเป็นเมืองพุทธ เมืองศีลธรรม ไม่ควรมีการค้าขายกามเกิดขึ้น (หลังจากพูด ตกกลางคืนคนพูดก็เดินเข้าอาบอบนวดไปนาบให้สบายซะหน่อย เก๊กหน้าออกสื่อซะนาน) จากนั้นคนหลายล้านคนก็เฮโฮเสละพาตามเค้า เออใช่ใช่ เห็นด้วย บ้านเรานะสูงส่ง ศิวิไลซ์ ไม่ควรมีการค้ากาม .. โดยที่ไม่เคยออกมาสำเหนียกที่จะมองความจริงเลย โธ่พ่อคุณ การขายตัวที่ถูกต่อต้านหนะและกฏหมายห้ามค้าประเวณีหนะ มันมาจากการกดดันจากสหประชาชาติเพราะต้องการดูแลทางด้านสิทธิมนุษยชน ในยุค60 ตางหากนะคุณเอ๊ยย

  จบจากปัญหาโลกสวยในมุมมองที่มองต่อการขายตัว สิ่งที่ฉันอยากพูดต่อไปก็คือ เรามักจะโทษเด็กที่”ขายตัว”ว่าใจแตก ไม่มีปัญญาไปทำอาชีพอย่างอื่นเหรอ รักสบาย อะไรต่างๆบลาบลา โดยไม่เหลือความเป็นคนให้กับพวกเค้าเลยสักนิด ทั้งๆที่ตัวเราก็เป็น”คน”เท่าเท่ากับเค้า และก็เสพการค้ากามไม่น้อยไปกว่าเค้า เพราะเราคงจะลืมไปว่า การค้ากามนั้นเริ่มต้นอ่อนๆ(การโชว์หวิว การเต้นรูดเสา)ไปยันขั้นหนักๆ(คือการมีเพศสัมพันธ์กัน) การที่เรานั่งดูผู้หญิงเซ็กซี่รูดเสา ก็เท่ากับเป็นการค้ากามเช่นกัน และถ้าจะบอกว่าพวกเค้าผิดหรือเลว ผู้ซื้อก็คงมีความผิดไม่แพ้กัน อย่าให้ฉันต้องพูดถึงข้าราชการระดับสูงหลายคนที่มาหิ้วไซด์ไลน์ชั้นดี ด้วยเงินหนาปึก ..

  เราไม่เคยใส่ใจลงไปในปัญหาว่าทำไม มีปัจจัยอะไร หรือเหตุอะไร ที่ทำให้เด็กเหล่านี้ต้องออกมาทำอาชีพแบบนี้(ที่ถูกเรารังเกียจนักหนาในสังคม) การกระจายอาชีพหรือทางเลือกในสังคม มีการกระจายอย่างเป็นธรรมมั้ย? ยังไม่ต้องรวมกับคำพูดซ้ำๆซากๆเดิมๆว่า “อาชีพมีเยอะแยะ ทำไมไม่ไปทำ ถ้าสู้ชีวิตหน่อยก็ทำได้” ฉันถามหน่อย อาชีพที่ว่าเยอะแยะหนะ คืออาชีพอะไร เท่าที่ฉันเห็นสถิติการตกงานของบันฑิตจบใหม่ในปีนี้ ฉันก็รู้สึกแล้วว่าทางเลือกทางอาชีพของคนเรามันน้อย หนทางมันไม่เท่ากัน บางครั้งคนเราก็จำเป็นที่จะต้องเลือกทำ เพื่อความอยู่รอด เราจะเหมารวมกับพวกที่ทำไปเพราะความฟุ้งเฟ้อเหรอ ว่าพวกเค้าไม่ใช่”คน” ทำงาน”เหลวแหลก” ไม่รักดี มันยุติธรรมแล้วหรือ??!!

  และคุณคิดหรือว่า คนที่ขายตัวทุกคนจะมีความสุขกับการที่คุณบอกว่า”นอนเฉยๆ งานสบาย” ฉันมองว่าบางครั้งถ้าเราเจอคนที่เราไม่ชอบ เรายังไม่อยากจะไปยุ่งข้องเกี่ยวด้วย ละถ้าคนเหล่านี้ต้องเจอคนที่ไม่ชอบ แต่ต้องนอนด้วย คุณคิดว่าพวกเค้าสบายแล้วหรือ?? ถ้าปัญหาการขายตัวมันทำให้ประเทศตกต่ำจริง เหตุใดประเทศทางแถบยุโรปถึงเจริญและก้าวหน้าไปกว่าเราได้ การขายตัวในประเทศเหล่านั้นเป็นเรื่องถูกกฏหมาย และต้องเสียภาษีให้กับประเทศด้วย .. อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันเห็น คือฉันคิดว่าการขายตัวมันไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไร (ไม่นับรวมกับการถูกล่อลวงมาขาย หรือถูกบังคับให้มาขาย เพราะเรามีสิทธิของความเป็นคนเท่าเทียมกัน) การขายตัวเป็นเรื่องของส่วนบุคคล เป็นความพึงพอใจ และการหาเลี้ยงชีพอย่างหนึ่ง เราไม่ควรนำศีลธรรมโลกสวยเข้ามาปะปนใดๆทั้งสิ้น ตัวเค้าไม่เดือดร้อนฉันใด ตัวเราก็ไม่ควรจะไปเดือดร้อนแทนฉันนั้น

  การขายตัวยังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามา เพื่อให้เศรษฐกิจขยับคึกคักได้อีก และก็จะมีคำพูดเดิมๆว่า ก็มีแต่ไอพวกแก่ๆมาซื้อสาวๆ .. ฉันคงต้องเถียงกับไปว่า และใครเป็นคนกำหนดว่าคนแก่มิควรมีอารมณ์ทางเพศ??? ถ้าไม่อยากให้เกิดการขายที่มากขึ้นทุกวันทุกวันเช่นนี้ ฉันคิดว่าเราควรจะเลิกใช้วิธีการโทษปัญหาระดับตัว”บุคคล” และหันลงไปมองปัจจัยให้ลึกขึ้นกว่านี้ ว่าต้นเหตุมันเกิดจากอะไร และเราควรจะใช้วิธีไหนแก้ต้นเหตุนั้น เพื่อลดปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งนี้ ที่แน่ๆคือ ลูกคนชนชั้นกลางหรือลูกคนรวยทั้งหลาย เดินสยามหน้าตาดี ผิวพรรณสดใส คงไม่ต้องมาทำงานแบบนี้แน่นอน(หรืออาจจะทำในแบบอื่นๆ ฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก คริคริ)

  หากวิธีการที่ประเทศเรายังคงใช้คือการ”ชะโลม”ศีลธรรมเข้าไปในสมองของเด็กที่ขายตัว ให้เห็นว่ามันผิดศีลธรรม เหมือนแจกมาม่าสำเร็จรูปให้แดกไปวันๆอย่างนี้ ฉันคงจะตอบแทนเด็กเหล่านั้นขณะโดนบังคับให้แดกมาม่าซองด่วน ได้ว่า ตูดก็ตูดผม จิ๋มก็จิ๋มหนู อย่างน้อยมันก็ทำให้หนูอิ่มท้องสุขสบาย หนูยอมที่จะเป็นคน"ผิดศีลธรรม"ค่ะคุณพี่ จุ๊บๆ <3

อยากจะดูหนังโป๊(ของไทย)ดีดีสักเรื่อง

     ไม่นานมานี้ ตัวฉันได้ยินบทสนทนาจากผู้สูงอายุใกล้ตัวคุยกันเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกๆพวกเค้า ว่าเค้ารู้สึกตกใจ เป็นห่วง และผิดหวังเล็กๆ ที่เจอซีดีลามกอยู่ในห้องของลูกเค้ารวมทั้งไฟล์หนังโป๊ต่างๆในคอมพิวเตอร์ กลัวว่าลูกพวกเค้าเหล่านั้นจะเข้าข่ายโรคจิต (อืมมม ฟังแล้วรู้สึกดีว่าที่บ้านฉันคุณพ่อคุณแม่ของฉัน ไม่ค่อยมายุ่งกับคอมพิวเตอร์ของฉันเท่าไหร่) แต่ฟังแล้ว กลับทำให้ฉันกริ๊สสสสสสสสสสสส ละอยากจะกริ๊สๆๆๆๆๆๆๆ เป็นสิบรอบ ฉันรู้สึกว่าฉันต้องรีบกลับบ้านไปเคลียร์หนังโป๊พวกนี้ออกให้หมด ถ้าคนมาเห็นฉันจะโดนเหมาเข้าข่ายว่าเป็นพวก”โรคจิต”ด้วย กริ๊สสสสสสสสสสสสสสสสส ห้ามให้เหลือหลักฐานมัดตัวเป็นอันขาด.. แต่จะว่าไป ในแง่ของจิตวิทยาแล้ว คนที่รู้จักใช้สิ่งเหล่านี้ในการระบายอารมณ์ทางเพศ และไม่ไปกระทำชำราวกับคนอื่นนี่สิ เรียกว่าเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และก็ไม่ผิดปกติอะไร … อืมมมม ทำเอาฉันงงๆว่า สรุปแล้วคงไม่ใช่ลูกพวกเค้าหละมั้งที่เข้าข่าย”โรคจิต” แต่น่าจะเป็นลุงๆป้าๆมากกว่า

     ถ้าจะว่าไป ฉันยังเคยคิดเลยว่า เราดู”รสนิยม”หรือความชิ่นชอบต่อเพศตรงข้าม หรือเพศเดียวกันของคนเรา ได้จากหนังโป๊เหล่านี้ด้วยซ้ำ ต่างคนก็จะมีรสนิยมที่ต่างกันไป บางคนก็ชอบที่จะเสพแนวยุโรป แต่บางคนก็ชอบที่จะจดจ้องอยู่กับแนวเอเชีย (ยังไม่แยกย่อยประเทศลงไปนะ) และถ้าเกิดพวกเค้ามาบังเอิญค้นในคอมพิวเตอร์ของฉัน พวกเค้าคงคิดกระมั้งว่า ฉันไม่ชอบคนไทยหรอ??? .. คำตอบก็คือ ป๊าววว เหตุผลหนะหรอ ง่ายมาก ก็เพราะว่า หนังโป๊ของไทยนั้นมันหายาก และที่มีอยู่ก็ชวนไม่น่าติดตามเอาซะเลย

    เคยมีคนเกริ่นว่าทำไมเราไม่เปิดการผลิตหนังโป๊อย่างเสรีให้ถูกกฏหมายเหมือนประเทศอื่นๆหละ โถ่ คำพูดนี้ทำให้ฉันนึกไปถึงกฏของการห้ามขายสุรา เปิดบ่อนคาสิโน หวยใต้ดิน หรือเซ็กช็อป สิ่งเหล่านี้ยังโดนประณามว่าเป็น”อาชญกร”ตัวร้ายที่ทำลายและทำร้ายประเทศรวมทั้งคนไทย แล้วฉันจะฝันได้อย่างไรให้หนังโป๊ของไทยสามารถผลิตได้อย่างเสรีและถูกกฏหมาย??!! ในเมื่อพวกนี้ถูกเหมาว่าเป็นสิ่ง”ชั่วร้าย” และถ้าเป็นไปได้ ควรจะรีบกำจัดโดยทุกวิถีทาง จากนั้นเอามันออกไปให้พ้นจากแผ่นดินอันซิวิไลซ์ของเราซะ ทีนี้แผ่นดินของเราก็จะ”เรืองรอง สว่างไสว ปราศจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง”

   นอกจากนี้สิ่งที่บอกว่าเป็นความชั่ว สำหรับคนไทยนั้น มักจะถูกโยงไปเกี่ยวข้องกับทางศีลธรรมและศาสนา ซึ่งมองว่ามนุษย์เราต้องบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งผ้าขาว ห้ามมีเรื่อง”กามๆ”และโลกีย์เข้ามาข้องเกี่ยวใดๆทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านี้ไม่เคยถูกเหมารวมกับศีลธรรมและศาสนาในต่างประเทศเลยสักนิด ในต่างประเทศกลับมองว่า ถ้าคนหมกมุ่นจริงๆ นั่นคือการเข้าข่าย”โรคจิต” ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงถูกรวมเข้ากับวงการแพทย์รวมทั้งวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะได้หาวิธีแก้ไข เพราะความ”เงี่ยน”มันเป็นเรื่องธรรมชาติของคน ไม่มีใครห้ามได้ จะดีหรอ ถ้าต่อหน้าดี ปิดไฟทำชั่ว?? และถ้ามันมากไป เราก็หาวิธีบำบัดและรักษาตามกลไกลของธรรมชาติไปซะ .. หลายๆคนในประเทศไทยไม่เคยคิดถึงข้อนี้ เพียงแต่คิดอยู่อย่างเดียวว่า แผ่นดินเราเป็นแผ่นดินที่เป็นเมืองพุทธ เรามีศีลธรรม จารีตอันดีงาม อย่าไปเลียนแบบพวกต่างประเทศที่เป็นดินแดนฟรีเซ็กส์ .. แต่เรากลับไม่เคยสำเหนียกเลยว่า ประเทศที่เราไปด่าเค้าว่าระดับศีลธรรมต่ำ ไม่มียางอาย ทำไมเค้าถึงก้าวไกลและเดินหน้าได้ไปกว่าเรา ถ้าสิ่งของเหล่านี้มันจะเป็นตัวฉุดให้ประชากรตกต่ำจริง? และบอกฉันหน่อยว่าประเทศอันซิวิไลซ์ ศีลธรรมสูงส่งแบบเรา เหตุใดจึงกำลังถอยหลังลงคลอง? และสำคัญที่สุด คือเราไม่เคยถามตัวเองว่า “การร่วมเพศ”มันเป็นสิ่งที่น่ากลัว น่ารังเกียจตรงไหน? เพราะเราทุกคนก็เกิดมาจากการร่วมเพศทั้งนั้น

   เราสามารถตีตราสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าดีหรือเลวได้ง่ายๆแบบนี้เลยหรือ? กินเหล้า=ชั่ว ทำบุญ=ดี ดูหนังโป๊=ชั่ว ทุกอย่างมันตัดสินง่ายแบบนี้เลยหรือ? แล้วถ้าระหว่างคนผลิตหนังโป๊ ที่นำกำไรมาช่วยเหลือสังคม และสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับสังคมทุกปี กับ คนสร้างวัด แต่เบื้องหลังนั้นใช้วัสดุที่แย่ เอากำไร และหวังแต่ผลประโยชน์ ใครกันที่จะดูดีกว่า? นั่นแสดงให้เห็นว่า สิ่งของหรือธุรกิจอุตสาหกรรมพวกนี้ เป็นสิ่งที่เราตัดสินว่าดีหรือเลวได้จากการมองแค่ภายนอกไม่ได้ ถ้ามันจะทำให้คนแย่หรือถดถอยลง มันย่อมจะต้องประกอบไปด้วยหลายๆสิ่งในสังคมที่มาเป็นปัจจัยร่วมกันตางหาก .. เราไม่เคยมองหรือจินตนาการถึงมันในอีกแง่มุมหนึ่ง ทำไมเราไม่มองว่า การดูหนังลามก เป็นการช่วยบำบัดอารมณ์ของคนบางกลุ่มที่ไม่มีทางออก ทำให้พวกเค้าไม่ต้องลุกขึ้นไปกระทำชำราว ข่มขืนใครๆในสังคม (สงสัยวิชาจิตวิทยา ควรจะบรรจุลงไปเป็นวิชาพื้นฐานระดับมัธยมซะแล้วมั้ง) และอย่างสุดท้ายคือ ประเทศญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่เสรีมากในเรื่องของการผลิตหนังโป๊ (ถึงขนาดว่า ใครได้เล่นหนังโป๊ ถือว่าเด่นและดัง หลายคนอยากจะเล่นมาก โปรดสังเกตุนักแสดงหนังAVของญี่ปุ่น แต่ละคนยังกะนางแบบและนายแบบ สามารถเป็นจุดขายและดึงดูดความสนใจให้กับประเทศญี่ปุ่นได้ .. แต่กลับกัน ลองมองดูหนังโป๊ของไทย”ที่ลักลอบถ่าย”  ดูแล้วเป็นอย่างไร อย่าได้เอาไปเทียบกับเค้าเลย น่าอาย)ถึงไม่มีสถิติการข่มขืนออกมาน่ากลัวเท่ากับประเทศไทย และทำไมประเทศเค้าถึงเจริญก้าวหน้าอยู่ในระดับต้นๆของเอเชีย มากกว่าที่ประเทศอันซิวิไลซ์ของเราจะทำได้??

    อีกหนึ่งสิ่งที่เราควรพิจารณาก็คือการที่ผู้ตรวจตราและเฝ้าระวังเยาวชนผู้ไร้เดียงสาของเรานั้น ไม่ให้ไปข้องเกี่ยวกับหนังโป๊พวกนี้ รู้ได้อย่างไรว่า นั่นเป็นวิธีการแก้ปัญหา? เนื่องจากอะไรที่เป็นวัตถุยั่วยุทางเพศให้เกิดอารมณ์ของคนเรานั้น มันต่างกันไป (ประมาณรสนิยมที่เราเลือกเสพ อย่างที่ฉันบอกไปในตอนต้น) บางคนอาจจะเห็นแตงล้านแล้วเกิดอาการคันขึ้นมา บางคนอาจจะเห็นจีสตริงของผู้หญิงแล้วเกิดอารมณ์ขึ้นมาสุดโต่ง หรือบางคนได้แต่งชุดคอร์สเพลย์แล้วเกิดอาการอยากร่วมเพศก็มี .. อืมมม แล้วผู้ตรวจตราจะทำอย่างไร? กวาดเก็บมันทั้งหมดเลยหรอ? บ้ารึเปล่า? เห็นแตงกวา กิ้สสสส มันเหมือนแตงล้าน ต้องเก็บๆ เดี๋ยวคนเห็นแล้วเกิดอารมณ์ ..

    การที่ต้องปิดกั้นและปราบปรามหนังโป๊เหล่านี้ ยิ่งทำให้ฉันอดคิดไม่ได้ว่า ประชาชนในประเทศไทย หัวอ่อน คิดไม่เป็นขนาดนี้เลยหรอ? พวกเรามีสิทธิ์ที่จะคิดและตัดสินเองได้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่เราจะเลือกเสพและอะไรเป็นสิ่งที่ไม่ควรยุ่งเกี่ยว หรือสิ่งนี้เหมาะกับเราและสิ่งนี้ไม่เหมาะกับเรา จึงไม่น่าแปลกที่ปัญญาชนส่วนใหญ่ในประเทศจะไม่สามารถคิดอะไรเองได้ นอกจากรอสิ่งที่มีคนมากรอกใส่หัว (และก็จดจำ อย่างไม่เคยตั้งคำถามตามในสิ่งนั้นๆ) เราไม่เคยมองว่ามันคือธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งธุรกิจมันไม่สามารถตัดสินได้ว่าดีหรือเลว แต่ควรจะมองถึง”จรรยาบรรณ”ของคนประกอบธุรกิจนั้นๆรวมทั้งกฏหมายทางการค้าต่างๆ

   ในประเทศญี่ปุ่นนั้นมีการจัดส่งหรือสั่งซื้อหนังโป๊เหล่านี้ได้ตามอินเตอร์เน็ต มีการวางขายได้ แต่ต้องเซ็นเซอร์ในบางจุด และแน่นอนว่าเกือบทุกแผ่นก็มีการทำตามกฏนี้อย่างเคร่งครัด .. การวางขายมันคงไม่ยากหรอก ถ้าจะป้องกันไม่ให้เด็กๆมาซื้อ ขนาดบุหรี่ยังจำกัดอายุคนซื้อได้ ละครหลังข่าวยังมีตัวบอกอายุคนดูได้ แล้วถ้าจะห้ามจริงๆ มันจะไปยากอะไร มีหรือที่ภาครัฐจะทำไม่ได้? แต่จะทำอย่างไรให้สัมฤทธิ์ผล คงจะต้องออกจากกะลา และบินไปดูตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน ว่าเค้ามีการทำอย่างไร ภาครัฐที่แดกภาษีของประชาชนไป คงไม่เหนือบ่ากว่าแรงนักหรอก ถ้าจะจัดการเรื่องนี้ แค่ส่งตัวแทนไป คำตอบก็คงจะออกมาเป็นหน้าๆบรรยายได้หลายวันเลยแหละ

    แต่ตราบใดที่ประเทศไทยอันซิวิไลซ์ของเรา ยังคงหน้ามืดตามัวกับ”ศีลธรรมจารีตอันดีงาม” เราก็คงจะต้องหลบๆซ่อนๆในการเสพรสนิยมของแต่ละคนต่อไป และฉันมักจะตลกทุกครั้งกับคำว่า”ศีลธรรมจารีตอันดีงาม”ของประเทศไทย เพราะภาพของอาบอบนวดที่เปิดอยู่ หรือหนังโป๊ที่มีให้โหลดอย่างเสรีในอินเตอร์เน็ต มันช่างขัดกับความจริงที่คนไทย”ยอมรับ”ไม่ได้สักที lol คนไทยหลายคนพร้อมที่จะ”หลอกตัวเอง”ว่าเราอยู่ในเมืองพุทธ อาณาจักรที่มีศีลธรรมสูงส่ง โถ่ อยากจะแง้มกะลาให้ออกมาดูชาวโลกซะจริงๆ ..

    ความฝันในการเสพหนังโป๊ของไทยที่ดูดีมีราศีเหมือนของญี่ปุ่น มันก็คงจะริบหรี่อยู่แบบนี้ไปเรื่อยเรื่อย และถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากจะเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรมเหลือเกิน เพราะ”ศีลธรรม”ในประเทศไทยมันกำหนดว่าฉันไม่ควรมีอารมณ์ทางเพศใดใดเลย . . <3

รักการอ่าน

(credit : http://www.pantip.com/cafe/food/topic/D12461079/D12461079.html)

โชคดีนักที่ฉันเป็นคนชอบอยู่เงียบๆและต้องการสมาธิในการอ่านหนังสือ หรือเรียกว่าพวก social inapt นั่นเอง ดังนั้นคนรักการอ่านอย่างฉัน มักจะเลือกอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านอย่าเงียบๆ ถ้าอยู่ข้างนอกและมีเวลาเหลือเยอะจริงๆ อยากจะอ่านหนังสือฆ่าเวลา ฉันก็มักจะเลือกสิงสถิตอยู่ที่”ห้องสมุด” เพราะฉันมักจะต้องการความเงียบสงบในการอ่านหนังสือ แม้บางครั้งจะมี”เหล่าปัญญาชน”ที่สักแต่เรียนหนังสือ ทำเกรดดีๆ แต่ไม่รู้จักปฏิรูป”จิตสำนึกของตนเองให้ดีขึ้น ว่าการอยู่ในห้องสมุดนั้น ไม่ควรส่งเสียงดัง … อืมมม มันเป็นส่วนน้อย และนานๆจะเจอทีนึง

จะว่ากันไป บางครั้งเมื่อฉันต้องการใช้บริการห้องสมุดในการอ่านหนังสือ ฉันมีความรู้สึกว่าห้องสมุดเรามีน้อยเกินไปหรือเปล่า เมื่อเทียบกับจำนวนนิสิตนักศึกษา? ฉันมีความรู้สึกว่าในบ้านเรายังมีการให้ความสำคัญกับห้องสมุดน้อยไปหรือเปล่า? (แต่ฉันมักจะได้ยินคำว่า “เราต้องผลักดันให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ”อยู่บ่อยๆ ซึ่งฉันยังไม่เข้าใจว่า วาระแห่งชาติแปลว่าอะไร? เรื่องเร่งด่วน? ปัญหาระดับชาติ? ปัญหาที่ทุกคนในชาติต้องร่วมกันแก้ไข?) ในมหาวิทยาลัย ฉันมักจะเห็นการสร้างหรือทำป้ายโอ่อ่า ตัวหนังสือสีสวย เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัย ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางตึกที่ดูเก่าแก่ อืมมม และฉันคิดว่า มันไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักหรอก นอกจากเอางบประมาณลงไปเผาผลาญ เพื่อที่จะมาอวดประกาศศักดาถึงความยิ่งใหญ่ จนบางครั้งลืมคำว่า”รสนิยม”

บางครั้งบนถนนย่อมๆในมหาวิทยาลัยยังมีสิ่งที่ฉันคิดว่ามันไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นจอมอนิเตอร์ ที่แสดงความยิ่งใหญ่ของมหาวิทยาลัย มีภาพรณรงค์ให้แต่งกายอย่างถูกระเบียบเป๊ะๆ(ซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์ของอำนาจนิยมและอนุรักษ์นิยมอย่างเต็มที่) มีการตัดถนนให้เป็นถนนจักรยาน(ซึ่งสุดท้ายแล้ว จำนวนคนใช้มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของนิสิตนักศึกษาด้วยซ้ำ) มีปะติมากรรมแปลกๆที่ไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรกับนิสิตนักศึกษา .. ซึ่งคนขี้งกแบบฉัน คงจะได้แต่ตั้งคำถามว่า เห้ย! สิ่งเหล่านี้มันเผาผลาญงบประมาณไปเท่าไหร่?! แล้วงบประมาณส่วนนี้ถ้าเราเอามาใช้ในด้านอื่นมันจะมีประโยชน์มากกว่ามั้ย นอกจากเอามาประดิษฐ์และเบ่งศักดาของมหาวิทยาลัยโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ? (ฉันเข้าใจว่า จะต้องมีคำตอบที่ตามมาว่า งบมันคนละส่วนกัน)

เงินที่หมดไปกับการทำสิ่งที่ดูจะไม่ค่อยมีประโยชน์นัก มันจะมีประโยชน์กว่ามั้ย ถ้านำมาสร้างห้องสมุด ปรับปรุงห้องสมุดเพิ่มเติม หรือสร้างสถานที่ดีดีให้นิสิตนักศึกษามีที่”อ่านหนังสือ”เพิ่มขึ้น อย่าให้ฉันต้องถึงขนาดพูดเลยว่า หน้าที่ของมหาวิทยาลัย คือการอวดและประกาศศักดา มากกว่าจะเป็นแหล่งสร้างความรู้ให้อนาคตของชาติเหล่านี้ ครั้นจะไปหาสถานที่อ่านหนังสือดีดีรอบมหาวิทยาลัย มันก็ไม่มี เพราะเดี๋ยวนี้รอบๆมหาวิทยาลัย ไม่ใช่สถานที่สำหรับการบ่มเพาะปัญญาอีกแล้ว สังเกตุได้ว่า มันกลายเป็นแหล่งบันเทิง แหล่งช็อปปิ้ง แหล่งของกิน แหล่งร้านเกม ไม่มีศูนย์หนังดีดี หรือร้านหนังสือที่น่าเข้าที่จะเป็นตัวชี้วัดพลังทางปัญญาของนิสิตนักศึกษาเลยสักนิด

และในเมื่อมหาวิทยาลัยไม่เคยที่จะสนใจต้นเหตุของปัญหาเหล่านี้ จึงทำให้เด็กหลายๆคนเลือกที่จะไปนั่งอ่านหนังสือตามร้านชื่อดังต่างๆ(สำหรับบางคนที่อยู่หอที่แออัดน่าเบื่อ สำหรับบางคนที่อยากติวกันเป็นกลุ่มแต่ไม่มีที่ที่จะรองรับได้ ครั้นจะให้ไปนั่งตามใต้ถุน ก็พาลจะพบกับยุง หรืออากาศที่ไม่เอื้ออำนวย การอ่านหนังสือคงเป็นอะไรที่ทรหดไปซะนั่น) ส่งผลให้เกิดปัญหาซ้ำซากจำเจตามมา ฉันเองเข้าใจว่ามีนิสิตนักศึกษาจำนวนมากที่ทนอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านไม่ได้ (ซึ่งบางครั้งจะเกิดคำถามตามมาว่า แล้วทำไมฉันไม่ต้องอ่านข้างนอกหละ ทำไมฉันอ่านในห้องฉันได้ ..  อืมม นั่นมันคือไลฟ์สไตล์ที่ต่างกันไป เราห้ามกันไม่ได้) ซึ่งต่างจากฉัน แต่จะออกไปอ่านข้างนอกแล้วได้เรื่องหรือเปล่า ฉันไม่รู้ แต่สิ่งที่ฉันอยากเห็น คือการที่มหาวิทยาลัยออกมารองรับปัญหาเรื่องนี้ จัดสถานที่ให้พอเหมาะ ซึ่งเด็กจะออกไปอ่านแล้วได้อะไรมั้ย นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง(บางคนอาจจะออกมานั่งเม๊า นั่งมองคนหน้าตาดีดี หรือนั่งเล่นโทรศัพท์) เพราะมันคงจะดีกว่าการที่ปล่อยให้เด็กหลายคนต้องออกไปเป็นปัญหาของคนกลุ่มอื่นในสังคม ที่ไม่สามารถหาที่นั่ง”แดก”ข้าวได้ในร้านที่มีไว้ให้นั่ง”แดก”ไม่ใช่นั่ง”อ่าน” .. ฉันคิดว่านี่แหละที่จะเป็นสิ่งแก้ปัญหาต้นเหตุ มหาวิทยาลัยควรจะออกมาเพ่งเล็งมองถึงปัญหาเรื่องนี้บ้าง เพราะตามจริงแล้วมหาวิทยาลัยคือแหล่งสร้างพลังทางปัญญาไม่ใช่หรือ? กะอิแค่สร้างสถานที่สำหรับอ่านหนังสือไม่เท่าไหร่ หรือปรับปรุงห้องสมุดบ้าง เพิ่มจำนวนเก้าอี้เล็กน้อย มันคงไม่เดือดร้อนอะไรมากหรอก ท่านผู้บริหารทั้งหลาย ถ้าเทียบกับการที่ท่านๆถลุงงบประมาณไปกับการสร้างที่ไร้สาระ หรือการจัดสัมมนาอะไรบางอย่างที่ไม่เคยก่อประโยชน์ มานั่งประชุม แจกชีท พูดไม่กี่คำ แล้วก็กลับบ้าน ตัวใครตัวมัน เหมือนสายลมที่พัดมาแล้วก็พัดไป (คนที่จะได้ประโยชน์คือ เจ้าของสถานที่/ร้านขนม/ร้านถ่ายเอกสาร)

ไม่ต้องพูดถึง public library เลยด้วยซ้ำ ที่มีอยู่ก็เก่าคร่ำครึ หนังสือจะยืมทีก็ยากเย็น บรรณารักษ์หน้าดุยังกะยักษ์วัดโพธิ์ บรรยากาศชวนจะเป็นบ้านผีสิงมากกว่าห้องสมุดซะอีก ขนาดแค่ห้องสมุดในมหาวิทยาลัยซึ่งถือว่าเป็นระดับเล็กๆยังไม่มีปัญญาที่จะปรับปรุงและอำนวยความสะดวกให้ดีขึ้น ห้องสมุดที่อยู่ในระดับที่ใหญ่กว่านั้นจะเหลืออะไร? ในต่างประเทศนั้น เค้ามี Public Library เยอะ เด็กๆไปนัดติวกันตาม Public Library ที่อยู่ใกล้บ้านแทนไปมหาลัยได้ ถ้าเด็กต่างชาติที่บ้านอยู่ใกล้มหาลัยก็ไปมหาลัยกัน เพราะเค้ามีสถานที่ที่กว้างขวางและรองรับตามจำนวนนิสิตนักศึกษาได้ โดยไปติวกันที่ Student Centre (ซึ่งฉันไม่เคยเห็นสถานที่นี้แพร่กระจายอยู่ตามมหาวิทยาลัยของไทยเลยสักนิด) ฉันคาดหวังจนแทบจะไม่เหลือความหวังอีกแล้วว่าสักวันนึง จะมีคนหันมาสนใจ ปรับปรุง หรือขยาย สถานที่อ่านหนังสือของเยาวชนให้มากกว่านี้ (สวนสาธารณะมีลำธารสวยๆ ทำไมไม่ทำให้มันเป็นที่นั่งอ่านได้ เดินเข้าไปแต่ละที เจอแต่แดดเปรี้ยงๆ พร้อมกับต้องระวังงู ฉันหล่ะเพลียจริงๆ)

การต่อว่านิสิตนักศึกษาที่บ้างครั้งไม่ได้มี”จิตสำนึกที่ดี”ควบคู่ไปกับการ”อยากได้เกรดดีๆ”โดยการไปนั่งแช่แย่งที่ลูกค้าในร้านอาหารชื่อดังนั้น มันจึงเป็นการแก้ปัญหาโดยปลายเหตุ (ไม่นับรวมพวกอยากchic หรืออยู่เมืองป๊อปต้องดัจริต เลยไปนั่งร้านดังๆนะ) และการที่พวกเค้าไม่ได้มี”จิตสำนึกที่ดี”นั้น ฉันคิดว่ามันถูกบีบอัดมาจากการที่มหาวิทยาลัยไม่ได้รองรับปัญหานี้ ซึ่งมหาวิทยาลัยควรจะเอางบประมาณที่ไว้ทำสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ มาจัดที่จัดทางสำหรับนิสิตนักศึกษาเหล่านี้จะดีกว่า .. ถ้าทุกอย่างจัดพร้อมแล้ว แต่นิสิตนักศึกษาบางกลุ่มก็ยังดัจริตต้องchic ไปนั่งตามร้านชื่อดัง ถึงเวลานั่นเราค่อยต่อว่าพวกเค้าจะดีกว่ามั้ย??

นิสิตนักศึกษาบางคนก็ควรจะมีจิตสำนึกให้มากกว่านี้ แม้มหาวิทยาลัยยังไม่เพ่งเล็งปัญหานี้ พร้อมกับยังไม่สามารถขยายพื้นที่รองรับการอ่านหนังสือให้มากกว่านี้ นิสิตนักศึกษาควรแสดงความเป็นปัญญาชนที่มีพลังทางปัญญา พร้อมที่จะมีความรับผิดชอบในสังคมให้มากกว่านี้ อย่าให้ฉันต้องพูดว่า การทำแบบนี้มันเหมือนด้านได้ อายอด เลย ต้องรอให้เค้าเชิญออกจากร้านเหรอ? อู๊ยย น่าไม่อายนะนั่น ฉันไม่อยากจะคิดสภาพ มนุษย์วัยทำงานที่มียังคงมีนิสัยแบบนี้ติดตัวออกไปทำงานด้วย ต่างคนก็คงจะต่างเห็นแก่ประโยชน์ของตน โดยไม่สนใจความรู้สึกของผู้อื่น หรือกาลเทศะในสถาการณ์ต่างๆ ตามสิ่งที่เค้าเรียกว่ากระแสไปทั้งหมด เค้าทำกัน กูก็ทำได้ โดยไม่สนใจว่า มันเหมาะสมหรือเป็นสิ่งที่ถูกต้องมั้ย เค้าฮิตนั่งเก๋ๆกันในร้านกาแฟนานๆ กูก็ขอนั่งด้วย เก๋อะ chicจะตาย คนจะมารอคิวกาแฟ ก็รอไปสิ เรื่องของมึง ไม่ใช่เรื่องของกู กูมีที่นั่งเก๋ๆชิคๆก็พอแล้ว อยากนั่งทีหลังก็มาไวไวสิ (ถ้าฉันเป็นเจ้าของร้าน ฉันคงปวดหัวไม่น้อย) แถมถ้าเค้าฮิตสิ่งที่เป็นนอกกระแสกูก็ขอฮิตไปกะเค้าด้วย ที่นี่ต้องไปถ่ายรูป กูก็จะไปถ่ายสวยๆให้ได้ ร้านนี้ต้องกินนะอร่อย กูก็จะนั่งกินให้ได้ โดยไม่มีการตั้งคำถามใดๆทั้งนั้น ก่อให้เกิดมนุษย์ประเภทคิดไม่เป็น .. เห้อ แต่ฉันก็ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะทุกวันนี้บางคนยังไม่รู้เลยว่า พรก ฉุกเฉิน ต่างจาก เคอฟิว ยังไง อืมมม มันก็แสดงให้เห็นแล้วแหละว่า คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่าง ขอให้กูมีที่เก๋ๆ ชิคๆ เอาตัวเองรอด อย่ามาเบียดเบียนกูก็พอแล้ว .. ขอไว้อาลัยให้กับแหล่งสร้างพลังทางปัญญาอย่างสถาบันการศึกษาต่างๆอย่างสงบนิ่ง

ถ้าเหตุการณ์นี้ยังคงดำเนินต่อไป ฉันคงจะนั่งกินข้าวที่บ้านทุกวัน เพราะมันคงสยองไม่น้อย ถ้าเกิดต้องนั่งกินข้าวอยู่ แล้วมีรปภ. คอยเดินตรวจจับตามอง พร้อมที่จะเชิญท่านออกจากร้านทันที เมื่อท่านกินคำสุดท้ายหมด .. <3

ความรู้ หรือควายรู้

   ในฐานะของคนรักการอ่านหนังสือ ฉันเองรู้สึกประหลาดใจและดีใจ ที่ปัจจุบันนี้ ฉันมีความรู้สึกว่า การอ่านของคนไทยมีพัฒนาการขึ้นมาก กว่าเมื่อหลายปีก่อน การอ่านเริ่มเข้าถึงคนเกือบทุกส่วน กลุ่มที่ทำให้ฉันเห็นสิ่งที่เรียกว่า”รักการอ่าน”เพิ่มขึ้นมานั้น มักเป็นชนชั้นกลาง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นวัยเรียน ไม่สำคัญว่าพวกเค้าจะอ่านนิยายรัก โรแมนติก หรือน้ำเน่าปะโลมโลกย์ไปวันๆ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่หลายคนด่าว่าอ่านทำห่าอะไร? ไม่มีประโยชน์ แต่อยากจะถามว่า อ๊ะ พอเค้าไม่อ่าน ก็ด่าอีกว่าไม่รักการอ่าน ละพอเค้าอ่านก็ไปบอกอีกว่าอ่านทำห่าอะไร ครั้นจะให้เด็กวัยรุ่นวัยเรียนมันไปอ่านนิยายซีไรต์อย่างเดียว ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะเกือบทั้งหมดในซีไรต์นั้น ควรจะเก็บไว้ให้ลุงๆย่าๆอย่างท่านอ่านนั่นแหละ เหมาะแล้ว เด็กวัยรุ่นวัยเรียน บางครั้งยังไม่สามารถจะเข้าถึงมันและสนุกกะมันได้หรอก) เพราะในฐานะของคนรักการอ่านอย่างฉัน ฉันคิดเสมอว่า การอ่านทุกสิ่งนั้น ล้วนมี”ประโยชน์”ทั้งหมด

    แน่นอนว่า”ประโยชน์”ของการอ่านนั้น มันมาจากสองทาง ในทางที่หนึ่งนั้น คือประโยชน์จากความรู้ที่ได้จากการอ่านโดยตรง เช่น ฉันไปอ่านเรื่องเพศศึกษาเกี่ยวกับอวัยวะเพศของชายและหญิง สิ่งที่ฉันได้ก็คือ จู๋ กะ จิ๋ม ต่างกันยังไง และใช้ยังไง ส่วนในทางที่สองนั้น คือประโยชน์ที่ได้จากการคิดวิเคราะห์ที่แฝงมากับตัวtextที่เรานั่งอ่าน ฉันอาจจะได้ความรู้ขึ้นมาจากการอ่านเรื่องเพศศึกษาว่า “จู๋ต้องคู่กับจิ๋มด้วยเหรอ? ใครเป็นคนกำหนด? และถ้าฉันจะเลือกเอาจู๋คู่กับจู๋หละ มันจะผิดมั้ย??” ดังนั้นแล้ว ฉันจึงไม่ถือเลยว่า การอ่านนิยายประโลมโลกย์นั้น เป็นสิ่งมอมเมาและไร้สาระ เพราะอย่างน้อยในการอ่าน มันต้องมี”ประโยชน์”แฝงมา ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งนั่นเอง

    แต่ทว่า”ประโยชน์”ของการอ่านในตอนนี้นั้น แลจะดูเหือดหายไปทีละน้อย เมื่อมีการ"แบน"หนังสือบางจำพวก(ฉันจะไม่พูดถึงการแบนภาพยนตร์ หรือสิ่งอื่นๆที่ดูไร้สาระมากกกก) และการแบนนั้นไม่ใช่สิ่งที่ฉันตกใจมากที่สุด แต่สิ่งที่ฉันกำลังตกใจมากที่สุดคือ ฉันรู้สึกแปลกใจมาก ที่กลุ่มคนวัยรุ่นวัยเรียน ที่กำลังเป็นเจเนเรชั่นใหม่ในการอ่าน กลับรู้สึกเฉ๊ยยยยยยยยยยยเฉยยย และเฉยชา กับการที่ภาครัฐได้แบนหนังสือเล่มหนึ่งๆ … ทั้งๆที่กลุ่มรักการอ่านแบบพวกเค้านั้น ควรจะมีปฏิกิริยาอะไรขึ้นมาบ้าง ส่วนนี้ยังรวมถึงกลุ่มวิชาการ องค์กรต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการอ่านและหนังสือ ฉันแทบจะไม่เคยเห็นใครออกมาพูดถึงเกี่ยวกับการที่ภาครัฐแบนหนังสือเล่มหนึ่งๆ ทั้งๆที่มันเป็นเรื่องที่น่าขบคิดและน่าใจหายมากๆ

    ในเรื่องของการ”แบน”นั้น บ่อยครั้งที่ภาครัฐจะให้เหตุผลว่า "หนังสือเล่มนั้นๆมีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับเยาวชน หรือ มีเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดการทำลายความมั่นคงของชาติหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่ง" อืมมมม เอาล่ะ ก่อนที่ฉันจะพูดถึงเหตุผลในการแบนของภาครัฐว่ามันridiculous แค่ไหน

       ฉันจะพูดถึงประเด็นของการ”แบน”ก่อน .. สิ่งที่ฉันอยากจะถามคือ หนังสือเล่มหนึ่งๆ ควรจะโดนแบน เพราะเกณฑ์การตัดสินจากคณะกรรมการ(ที่เป็นใครมาจากไหนก็ไม่รู้??)ไม่กี่คนเหรอ? แล้วคณะกรรมการที่มาตัดสินนั้นมีอำนาจอะไร? แล้วใครพิจารณาให้มาเลือก พวกเค้ามีความรู้มีหูตาที่กว้างไกลแทนประชาชนอีกตั้งกี่ล้านคนในประเทศเหรอ? พวกเค้ารู้ได้อย่างไรและคิดแทนคนทั้งหมดได้อย่างไรว่า หนังสือเล่มไหน”เหมาะ”และ”ไม่เหมาะ”กับการอ่านของประชาชนชาวไทย?? ละคนอื่นๆไม่มีสิทธิ์ในการตัดสินเหรอ? ในการตัดสินหนึ่งๆมีการเปิดกว้างรับคนทุกอาชีพ ชนชั้น และการศึกษาหรือไม่? และคนเหล่านั้นมี”ดี”เหนือกว่าคนอีกเป็นล้านๆคนทั่วประเทศอย่างไร? ถ้าเกิดมีแม่ค้าขายรองเท้าคนหนึ่งที่ทักษะการอ่านไม่ค่อยดี แต่อ่านเข้าใจเรื่องได้ และรักการอ่านมาก เค้ามีสิทธิ์ที่จะตัดสินมั้ย? หรือ ถ้ามีเด็กประถมคนหนึ่ง รักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจมาก แต่อายุยังน้อย เค้ามีสิทธิ์ที่จะตัดสินได้เหมือนกันมั้ย? เพราะฉะนั้น การตัดสินใจที่จะแบนหนังสือเล่มหนึ่งๆ กลายเป็นการผูกขาดโดยคนไม่กี่คนที่ตั้งตัวเป็นกลุ่ม(ซึ่งเกิด question markบนหัวของฉันว่า เป็นใครมาจากไหน และมีอำนาจอะไรมายกตัวเองว่าเหนือกว่าผู้อื่น?) แบบเนี้ย เค้าเรียกเผด็จการความรู้ รึเปล่า? lol

     มาถึงในแง่ของเหตุผลในการแบน .. สิ่งที่เรารับรู้จากภาครัฐในการแบน เราไม่เคยได้เหตุผลอะไรที่มากไปกว่า "เป็นหนังสือที่ไม่เหมาะกับความมั่นคงของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมกับเยาวชน" และบ่อยครั้งเราก็เชื่อ และยินยอมที่จะถูกห้ามอ่าน โดยไม่เคยตั้งคำถามว่า “จริงเหรอ?” ถ้าประเหตุผลที่ภาครัฐให้มานี้ เกิดขึ้นในยุคของจอมพล ป. ยุคแห่งการสร้างรัฐชาติ ฉันจะไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะในยุคนั้นรัฐไทย ต้องการการเป็นปึกแผ่นเดียวกัน ต้องการอำนาจที่จะขับเคลื่อนประเทศชาติเดินหน้า เราจึงทำตามภาครัฐอย่างไม่มีเหตุมีผลใดๆทั้งสิ้น .. พระเจ้า !! นั่นสิ นี่มันยุคไหนแล้ว?? ในยุคที่กำลังต้องการความหลากหลายอย่างยุคนี้ ภาครัฐกับต้องการปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ให้รับรู้อะไรบางสิ่งที่อ้างว่ามันไม่เหมาะสมกับคนไทย .. ฉันถามจริงๆเถิดว่า โครงการchild centre ที่ตั้งมานั้น ที่ต้องการให้เด็กเกิดความคิดสร้างสรร คิดอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้นั้น เป็นแค่โครงการแปะฟิวเจอร์บอร์ดส่งครูรึเปล่า? เพราะสิ่งที่ภาครัฐทำนั้น—การแบนหนังสือ—มันช่างเป็นอะไรที่สวนทางกับการสร้างปัญญาของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง

    การอ่านนั้น ถ้าเนื้อหาของหนังสือเล่มหนึ่งๆ มันไม่เหมาะสมจริง แน่นอนว่าภาครัฐควรจะปล่อยให้เกิดกระบวน”การคิด” และ กระบวน”การตีความ”ขึ้นมา อย่างที่ฉันได้กล่าวขึ้นมาในข้างต้นว่า ประโยชน์ของการอ่านมันมาได้สองทาง แน่นอนว่า ถ้าประโยชน์ส่วนแรกมันไม่มี ประโยชน์ส่วนหลังมันต้องมี เพราะทั้งสองอย่างนี้มันเป็นเหตุเป็นผลกัน เยาวชนสามารถให้คำตอบได้ว่า ทำไมมันไม่มีประโยชน์หละ? ละก็ใช้ความรู้จากประโยชน์ส่วนที่สองนั้น วิเคราะห์ และอธิบาย ออกมาได้เป็นข้อๆเป็นตอนๆ .. ในอีกแง่หนึ่ง หนังสือเล่มหนึ่งที่หลายคนบอกไร้สาระและไม่มีประโยชน์ใดๆ(ประโยชน์จากการอ่าน) อาจจะมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เห็นประโยชน์ของมัน และสามารถชี้แจงมันออกมาได้เช่นกัน แน่นอนว่า สิ่งที่ฉันนำเสนอนี้ มันจะช่วยให้เกิดความคิดที่แตกต่างและหลากหลายมากขึ้นในสังคมของเรา ความคิดจะไม่เดินเป็นสายตรง(เหมือนท่อระบายของเสีย) แต่ความคิดจะเป็นเหมือนแม่น้ำที่แตกแยกแขนงออกไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด .. นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอยากเห็นหรอกหรือ? ความคิดของเยาวชนรุ่นใหม่ที่สามารถแตกแขนงและคิดอะไรใหม่ๆได้ ก่อนที่ท่านจะกล่าวว่าเยาวชนว่าพวกเขาคิดอะไรไม่เป็นนั้น พวกท่านเคยย้อนกลับมาตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาหรือไม่ว่า ท่านเป็นปิดกั้นอะไรบางอย่างหรือเปล่า?

     สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่การที่คนส่วนใหญ่ได้ไปอ่านอะไรที่ไม่เหมาะสม(อย่างที่ภาครัฐอ้าง) แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการ กักขังและควบคุม ไม่ให้คนส่วนใหญ่มีวุฒิภาวะ ในการที่จะคิดและไตร่ตรองอะไรเลย ปล่อยให้คนสมยอมกับ”อำนาจ”อย่างเป็นธรรมชาติ หยุดตั้งคำถามใดๆทั้งสิ้น ทำให้พวกเค้าไม่เคยฝึกความคิด หรือมีวิจารณญานได้ด้วยตนเอง .. และการแบนยังเป็นอะไรที่”เชย”และแสดงถึง”ภูมิปัญญาอันล้าหลัง”ของภาครัฐมาก ในโลกยุคอินเตอร์เน็ตแบบนี้นั้น แน่นอนว่า การแบนหนังสือเล่มหนึ่งๆไม่ได้ช่วยอะไร เพราะในโลกไร้พรมแดน พวกเค้าสามารถที่หาหนังสือเล่มหนึ่งๆมาอ่านได้ โดยที่ภาครัฐไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยซ้ำ (สงสัยภาครัฐคงจะใช้เวลาไปมัวแต่นั่งคิดอยู่ว่า ปีนี้จะออกหนังสือ 100 เล่ม อะไรที่คนไทยควรอ่าน อืมมมม เผด็จการความรู้ ที่ดูเป็นธรรมช๊าตตตธรรมชาติ คริคริ)

ฉันจะขอยกตัวอย่างการแบนขึ้นมาบ้างก็แล้วกัน เช่น การที่มีคนตัดสินขึ้นมาว่า หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับรักใคร่และการร่วมเพศนั้น ไม่เหมาะสมกับเยาวชน .. โถ่ คุณคร๊าบบบ งั้นก็คงจะต้องไปแบนวรรณคดีไทยหลายๆเรื่อง ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสี และบทอัศจรรย์(บทร่วมเพศ) ออกให้หมด อุ้ยๆ ต้องรีบส่งเรื่องให้กระทรวงศึกษาธิการเลยนะ เดี๋ยวเยาวชนเราจะเสื่อมเสีย (อืมมม แบนเว็บโป๊ด้วยนะ น่ากลัวจัง เด็กๆก็ไปหาเว็บที่based อยู่กับต่างประเทศ แบนไม่ได้ และเว็บที่โดนปิด ก็เปิดใหม่ได้เรื่อยๆ .. อุ๊ย เด็กปีสี่โง่ๆอย่างฉัน ยังคิดได้เลยอะlol) หรือถ้าเราไปเดินร้านหนังสือชั้นนำ เราจะเห็นการตั้งโชว์หนังสือที่ขายดี และหนังสือที่ฉันมักจะเห็นอยู่เป็นประจำคือ คนมีพลังวิเศษที่สามารถดูเวรกรรม หรือย้อนกลับชาติที่แล้วได้ .. อืมมมมมม ฉันหยุดนิ่งไปสามวินาที ละก้คิดว่า มันคงจะเริด และมีประโยชน์กว่าหนังสือบางอย่างที่ถูกแบน เช่น หนังสือการเมืองรุนแรง หรือ หนังสือวาบหวิว อืมมมมม ประโยชน์ของมันอาจจะเป็นการทำให้คน”โง่”และ”ดักดาน”ลงเรื่อยๆ เพื่อที่จะได้สมยอมกับ”อำนาจ”รัฐอย่างไม่มีเงื่อนไข (ภาครัฐจะได้เหนื่อยน้อยลง เพราะสมัยนี้มันมีคนหัวแข็งแบบฉันมากขึ้นเยอะ)

     เมื่อพูดถึงหนังสือ เราก็คงจะถูกสอนให้คิดกันขึ้นมาว่า”มันเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความรู้ ยิ่งอ่านก็จะยิ่งคงแก่เรียน มีความรู้ มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มขึ้น ทำให้เรารู้จักคิด มีคิดหลายมุมมอง และมองโลกให้กว้างขึ้น” แต่ฉันคิดว่าทุกวันนี้เราคงต้องมองกันใหม่แล้วแหละ เพราะสิ่งที่คนไทยเรานั้นมองว่ามันคือ”หนังสือ” และควรจะอ่านมัน เพราะได้รับการอนุญาตจาก”ภาครัฐ”ให้สามารถอ่านได้ นั้น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการที่ให้เรารู้จักคิด มีความคิดหลายมุมมอง และมองโลกให้กว้างขึ้น เพราะมันคือการทำให้คนหลายล้านคน”โง่” “ดักดาน” และตกอยู่ในหลุ่มพรางของการคิดไม่เป็น ไปเรื่อยๆในแต่ละวัน และสิ่งนี้ก็ยังหนุนอำนาจของ”ภาครัฐ”ให้เข้มแข็งขึ้น และไม่มีข้อโต้แย้งใดๆอย่างเต็มที่

   สิ่งที่ฉันได้แต่เฝ้ามองก็คือระบบ"child centre" คงไม่เหมาะกับประเทศไทยจริงๆอย่างที่มีคนเคยบอกไว้นั้นแหละ เพราะหนังสือหลายๆเล่มในประเทศเรานั้นคงสนับสนุนระบบ"ควายเซ็นเตอร์"ซะมากกว่า..

หากเราจะไม่ใส่ชุดนิสิตนักศึกษา

       หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมแต่ละสถาบันการศึกษาถึงต้องมีการบังคับให้แต่งกายอย่างถูกต้อง และก็ยังมีคุณครูหรืออาจารย์บางคนที่ยังคงเข้มงวดกับเรื่องเหล่านี้ โดยส่วนตัวแล้ว ฉันคิดว่า ถ้าจะอธิบายอย่างง่ายๆก็คือ สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นมาจากสมัยการสร้างรัฐชาติ (ฉันจะขอไม่พูดถึงการเริ่มแพร่กระจายการศึกษาตอนปีพ.ศ.2464) โดยการศึกษาสมั้ย 2475 นั้น ย่อมถูกมองได้ว่าเป็นการศึกษาที่สำคัญมาก ทุกสิ่งที่บรรจุลงไปในช่วงนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนทุกคนตระหนักให้ได้ว่า อะไรคือ รัฐ ชาติ หรือ ประเทศ นอกจากนั้นยังต้องเร่งปลูกฝังประชาชนให้เข้าใจในระบอบใหม่ของประเทศที่ถูกตั้งขึ้นมา โดยวิชาที่สำคัญในการปลูกฝังความรู้เหล่านี้ให้กับประชาชนก็คือวิชาจำพวกสังคมที่สอนและปลูกฝังให้รู้หน้าที่ของพลเมือง นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งก็คือ”วิชาจำพวกศีลธรรม” เนื่องจากในการสร้างรัฐชาติในช่วงแรก จำเป็นต้องมีการรวมเป็นหนึ่งเพื่อให้รัฐชาติเดินหน้าต่อไปและเสริมความแข็งแกร่งให้กับรัฐที่ยังเปรียบเสมือนเด็กทารก โดยกำหนดหลายๆสิ่ง เช่น บทบาทของชายหญิง หรือ “การแต่งตัว”ในโอกาสต่างๆ

         ทุกสิ่งถูกกำหนดโดย”รัฐ” และส่งผ่านไปทางครอบครัว และโรงเรียนเพื่อปลูกฝังเด็ก โดยมี พ่อแม่ และครู เป็นตัวกลางในการปลูกฝัง เป็นตัวแทนของรัฐที่ถืออำนาจไว้ และส่งความคิดนี้เป็นแพทเทิร์นลงไปให้เด็กรับรู้

          มหาวิทยาลัยในช่วงแรก ไม่ได้เกิดมาเพื่อผลิตปัญญาให้กับประชาชน แต่ในช่วงแรกมันคือการผลิตคนมาเป็นข้าราชการ(กลับไปดูชื่อตอนแรกของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพยานได้)ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการปลูกฝังคนส่วนน้อยที่ได้เข้าไปเรียน(ให้มีความภูมิใจว่าฉันจะได้เป็นอภิสิทธิชนละ ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน ณ ตอนนั้นที่มีโอกาสเหนือคนอื่น)รวมทั้งการใช้ระบบSOTUS เพื่อที่จะออกไปเป็นแขนขาของระบบราชการอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ ดังนั้นค่านิยมของ”อำนาจนิยม”ที่ยังมีอยู่ในระบบราชการนั้น จึงถูกถ่ายทอดลงมาใน กฏระเบียบและปรัชญาของมหาวิทยาลัยไทย

        แน่นอนว่าเมือมีการศึกษา ดาบสองคมก็ได้ยื่นลงมาในสังคมอย่างที่รัฐไม่อาจจะรู้ตัวได้ การศึกษาเป็นเหมือนสิ่งที่ล้างสมองคน แต่ในอีกแง่หนึ่งมันก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเริ่มตั้งคำถามและคิดปัญหาต่างๆได้(คงจะเป็นแค่บางคน และส่วนน้อยมั้งในสมัยนี้ เพราะไม่งั้นคงไม่เชื่อว่าประชาธิปไตยควรมาจากการรัฐประหาร)ประชาชนไม่ใช่คนในบังคับอย่าง’เผด็จการ’ จึงทำให้คนเริ่มคิดและหาทางออกอื่นๆนอกเหนือจากเชื่อฟังอำนาจรัฐอย่างไม่มีเหตุผลและไม่มีคำถาม

       หลายคนเริ่มหันกลับมามองใน”ระบอบประชาธิปไตย”ที่กำลังมีอยู่ และเกิดความคิดว่า เหตุใดเราต้องแต่งชุดนิสิตนักศึกษา? และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยเรื่อย สังคมที่มีบรรยากาศของประชาธิปไตยจึงเติบโตไปเรื่อยๆ และประชาชนหลายคนก็เริ่มเข้มแข็งขึ้นจนยากที่กฏระเบียบเก่าๆบางอย่างจะเข้ามาควบคุมได้อย่างยากลำบากมากขึ้น ท่ามกลางคำถามเหล่านี้ จึงเกิด”กลุ่มกระแสรอง”ที่ลุกขึ้นมาใช้ในเสรีภาพของตนขึ้นมาท้าทายกับอำนาจที่ถูกส่งผ่านกันมาตั้งแต่อดีต เหตุผลทั้งหมดนี้ ทำให้”กฏระเบียบที่ว่าด้วยการบังคับให้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาอย่างถูกต้อง”เป็นอะไรที่ล้าสมัย และเริ่มที่จะเสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา (ซึ่งฉันคิดว่าคำพูดของหลายๆคนที่บอกว่า เด็กสมัยนี้แย่ ใจแตก เลยแต่งตัวใช้ไม่ได้ มันจึงไม่ใช่คำพูดที่ถูกต้อง)

 เครื่องแบบที่ดูเหมือนจะดำรง”อำนาจ”เอาไว้ กลายเป็นแค่สิ่งของธรรมดาสิ่งหนึ่งที่ไม่ได้ศักสิทธิ์อะไรอีกต่อไปแล้ว ไม่มีหน้าที่เหมือนตอนที่อยู่ในC19หรือในอดีตที่ผ่านมา ที่ต้องการการรวมใจเป็นหนึ่งในการสร้างรัฐชาติให้เข้มแข็ง และเมื่อเครื่องแบบได้เข้าร่วมส่วนหนึ่งของpop-culture จึงไม่สามารถที่จะเถียงได้ว่ามันจะถูก”ดัดแปลง”ให้เข้ากับกระแสในสมัยนั้น และการดัดแปลงก็จะถูก”เพ่งเล็ง”ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

      ในสิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้น ฉันรู้สึกตลกและไม่เข้าใจใน”ความไม่ถูกต้อง” ในสมัยเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เครื่องแบบนิสิตนักศึกษาที่จะดูเข้ากับกระแสต้องเป็นเสื่อตัวใหญ่ กางเกงขาบานๆหลวมๆ แต่ในยุคสมัยนี้กลายเป็นเสื้อรัด กระโปรงที่สั้นขึ้น หรือกางเกงขาเดฟ (การดัดแปลงนี้ บางคนอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่ามันเกิดจากแสดงเสรีภาพของตนเองในสังคมประชาธิปไตย นิสิตนักศึกษาไม่ใช่แค่ผู้ถูกบังคับ แต่พวกเค้าสามารถหาทางออกมาเป็นผู้บังคับเช่นเดียวกัน) เมื่อการดัดแปลงเกิดขึ้นแล้วอะไรคือความถูกต้อง? จะหามาตรฐานของสากลโลกก็คงจะไม่ได้ เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกหล้าบังคับให้แต่งชุดนิสิตนักศึกษาเข้ามหาวิทยาลัย ยกเว้นเกาหลีเหนือ หรือประเทศเผด็จการบางประเทศ ในยุคที่กระแสของกางเกงขาบานๆหลวมๆมา ก็จะเกิดการห้ามใส่ แต่พอในยุคที่กระแสของกางเกงขาเดฟมา ก็จะเกิดการห้ามใส่ แล้วอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด? และอีกสิ่งที่ฉันสงสัยคือ เมื่อฉันเห็นนิสิตนักศึกษาผู้หญิงใส่กระโปรงสั้นเดินมานั้น ทำไมจะต้องมีคนบอกว่า ดูแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ ทุกคนเห็นแล้วต้องคิดแบบนั้นหรือ? หรือมีเพียงแค่กลุ่มคนไม่กี่คนเห็นแล้วเกิดอารมณ์ เลยเอามาเหมารวมว่ามันจะต้องเป็นแบบนั้นทั้งหมด?

       หลายสิ่งที่กำหนดออกมา ฉันแทบไม่อยากเชื่อว่า นี่คือมหาวิทยาลัย สถาบันที่จะสั่งสอนให้นิสิตนักศึกษาสามารถใช้หัวคิดและเป็นปัญญาชนออกไปสู่สังคม? สิ่งที่กำลังทำอยู่ทั้งหมดนี้ ไม่ต่างจากระบอบเผด็จการล้างสมองอะไรบางอย่าง หรืออาจจะเหมือนโรงเรียนอนุบาลวัดลิงขบ ที่เด็กไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่สามารถหลุดออกไปนอกโรงเรียนได้ ใส่ชุดไว้ให้สารวัตรนักเรียนเห็นตลอดเวลา ต้องใส่เครื่องแบบที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสลายความเป็น individual และให้เป็นหนึ่งเดียวกัน (ภาพของ KKK หรือ ฟาสซิสต์ ลอยเข้ามาในหัวฉันอย่างรุนแรง)

      ยิ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่หรือมีชื่อเสียงมานาน นิสิตนักศึกษามักจะถูกปลูกฝังให้ปกป้องความศักสิทธิ์ของเครื่องแบบ เข็ม เข็มขัด สัญลักษณ์ต่างๆของมหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้เหมือนสิ่งที่บอกชนชั้น และนั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมที่ที่มีแต่คนสมองปราดเปรื่องมารวมตัวกัน ถึงไม่คิดว่า แล้วทำไมทั่วโลกจึงไม่มีการให้ใส่ชุดเหล่านี้เหมือนเรา .. (คำพูดที่ได้ยินต่อมาคือ ไม่พอใจ ก็ออกจากประเทศนี้ไป ได้ยินคำนี้ขึ้นมา ฉันก็พอเข้าใจวาทกรรมว่าด้วยความเป็นไทย และก็เข้าใจแล้วแหละว่าทำไมถึง”คิดไม่เป็น”) ไม่รู้ว่าคนขวางโลกอย่างฉันจะเข้าใจผิดไหมว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยนั้น คือการช่วยเหลือสังคม มอบอะไรให้กับสังคม มากกว่าที่จะมายึดถือเครื่องแบบ ประวัติศาสตร์ หรือบุญญาธิการของผู้ก่อตั้งอย่างไม่ลืมหูลืมตา

      ถ้าสิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นสิ่งที่รัดกุมนิสิตนักศึกษาไว้ได้(เกือบทั้งหมด)เราจึงไม่แปลกใจว่า ทำไมพวกเขาเป็นคนที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่พวกเขากับไม่สามารถจินตนาการ ก่อความคิด หรือตั้งคำถามอะไรเกี่ยวกับสังคมไม่ได้ และไม่ต้องพูดถึงว่า ทำไมการยอมรับความแตกต่างของสังคมถึงไม่เกิดขึ้น ชาวต่างชาติหลายคน เกิดคำถามว่า ทำไมนิสิตนักศึกษาไทย ทำไมไม่ออกมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพของตนเองบ้าง. . มหาวิทยาลัยกลายเป็นแหล่งที่ผลิตระบอบอนุรักษ์นิยม ล้างสมอง ทำลายระบบความคิด และกีดกันควาเป็น individualของคนทุกคน มากกว่าการที่จะคิดถึงการทำอะไรเพื่อสังคมและให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ มหาวิทยาลัยกลายเป็นที่ที่หยิบเครื่องแบบขึ้นมาข่ม และแบ่งชนชั้นของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งตามลำดับ ..

      มหาวิทยาลัยนั้น กลายเป็นที่ที่ไม่มีการค้นหาตัวเองของคนในช่วงวัยรุ่น ปิดโอกาสของพวกเขาในการทดอง หรือหาอะไรที่เหมาะสมสำหรับพวกเค้า ไม่มีการเสริมสร้างให้เกิดความคิดและจินตนาการ เป็นแหล่ง”อนุรักษ์นิยม”ที่ทุกคนต้องอยู่ในระบบเดิมๆ มีความเปราะบางมากในการคิดอะไรใหม่ๆ ทุกอย่างยังคงอยู่ใน”uniformity”ที่ทำให้เป็นแบบเดียวกันหมด ต้องเชื่อฟัง ปฏิบัติตามทุกสิ่งอย่างไร้คำถาม และไม่มีเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกใดๆ ตราบใดที่มหาวิทยาลัยยังคงมีเครื่องแบบ (ฉันยังบอกได้อีกว่า คำถามที่ถามประมาณว่า”แล้วทำไมออกไปทำงานถึงต้องแต่งตัวตามuniform” ตอบได้อย่างง่ายดายมากกก ก็เพราะว่าสิ่งที่เหล่านี้มันย้อนกลับมาตอบตามที่ฉันได้เขียนเอาไว้ข้างบนหมดแล้วไงหละคุณ

    และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว การมีมหาวิทยาลัยที่ยังคงบังคับการแต่งตัว และสร้างบุคลากรส่วนใหญ่ที่ไม่สามารถคิดอะไรได้ ได้แต่ออกไปรับใช้ระบบ”อำนาจนิยม” จึงแทบจะไม่มีความสำคัญในเมืองไทย กลายเป็นแค่สถานที่ที่เรียนต่อเพิ่มวุฒิ เพื่อออกไปรับใช้ระบบเก่าๆเท่านั้นเอง และสุดท้ายก็คงจะทำได้แค่สั่งสอนให้นิสิตนักศึกษาทั้งหลายหลงว่า"ประเทศไทยเราเนี่ยแหละดีที่สุด ไม่มีใครเกิน" <3